Buddhadhamma Tepitaka Accayasutta iv _mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Accayasutta iv _mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Accayasutta iv _mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง อัจจยสูตร

คนพาลให้อภัยไม่เป็น แต่บัณฑิตให้อภัยเป็น

ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี พระภิกษุ ๒ รูปเกิดการโต้เถียงกัน รูปหนึ่งโกรธจึงได้กล่าวล่วงเกินภิกษุอีกรูปหนึ่ง แต่พอตั้งสติได้ก็รีบขอโทษทันที แต่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง ไม่ยอมยกโทษให้ กลายเป็นเรื่องที่พระภิกษุรูปอื่นๆ ต้องเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทรงทราบ

พระพุทธองค์ตรัสว่า คนพาล มี ๒ ประเภท คือ

๑. ไม่รู้ว่าอะไรเป็นโทษ คือไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรไม่ผิด

๒. ยกโทษไม่เป็น ให้อภัยไม่เป็น

ส่วนบัณฑิต มี ๒ ประเภท คือ

๑. รู้ว่าอะไรเป็นโทษ คือรู้ว่าอะไรผิดอะไรไม่ผิด

๒. ยกโทษให้ได้ ให้อภัยได้ ด้วยความฉลาดตามเหมาะสม

คนพาล คือคนโง่ คำว่าโง่ในที่นี้ ไม่ใช่เพราะเรียนหนังสือไม่เก่ง หรือไม่ได้เรียนหนังสือ แต่หมายถึงคนไม่รู้ว่าอะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว ไม่รู้ว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล

คนโง่ จึงหมายถึง ตั้งแต่คนไร้การศึกษาจนถึงผู้มีการชั้นสูงสุด หมายถึงคนไร้ตำแหน่งหน้าที่การงานจนถึงผู้บริหารสูงสุดของประเทศ

ที่โง่ เพราะ

๑. ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น มันส่งผลเสียหายต่อตนเอง ต่อส่วนรวม

ต่อธรรมชาติ ต่อประเทศชาติ

๒. ใจแคบ ใจร้าย ให้อภัยไม่เป็น ให้อภัยไม่ได้ และเมื่อใจที่แคบนั้น สะสมไว้มากๆ ก็ชินชาหน้าด้าน เช่นเรื่องเดียวกัน หากตนเองทำหรือพวกพ้องตนเองทำ ไม่ผิด แต่หากคนที่ตนให้อภัยไม่เป็นทำ ต้องผิด อ้างกฎเกณฑ์กติกาสารพัด ถึงไม่ผิดก็ทำให้มันผิดได้

หากคนเหล่านี้ มีมากขึ้น สังคมนั้นๆ จะเหมือนหมู่หนอนที่กินเนื้อเน่า กินกองสิ่งสกปรก อย่างสนุกสนานเมามัน น่ากลัวมาก เพราะหน้าตาเขาเหล่านั้น ก็หน้าตาปกติอย่างเราๆ แต่เขาโหดเหี้ยม จนคนธรรมดาทั่วไปไม่คิดว่านี้คือคนพาล จึงไม่ระวังตนเอง อันตรายจึงเกิดแก่คนบริสุทธิ์เยอะแยะ

คนพาลไร้การควบคุมอารมณ์ตนเอง เขาจึงเหมือนสัตว์นรก เหมือนสัตว์เดรัจฉาน มันพร้อมที่จะทำร้ายคนที่ไม่เชื่อมัน มันพร้อมที่จะทำร้ายคนที่มันอยากจะทำ มันพร้อมที่จะทำอะไรก็ได้ที่มันอยากทำ

คนพาลอยากจะพูดก็พูดทันที ไร้การควบคุม และมักยกย่องคนนิสัยอย่างเดียวกันว่าเขาเป็นคนดี

แต่นิสัยพาล มักเชื่ออะไรที่ไม่ต้องใช้ปัญญาคิดตามเหตุผล เช่นเชื่อบางอย่างว่าจะให้ตนรวย หาวิธีรวยแบบง่ายๆ ไม่ต้องใช้สมอง เชื่อหมอดูแบบง่ายๆ คนเหล่านี้ นับวันจะห่างจากธรรมะของพระพุทธเจ้าออกไปเรื่อยๆ คำว่าห่าง หมายถึงฟังธรรมะ เรียนธรรมะไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องไปเรื่อยๆ และไม่อยากฟังเลย ไม่อยากเรียนรู้เลยในที่สุด

คนพาลไม่เคยคิดที่จะเป็นคนดี วันหนึ่งๆ เขาคิดแต่สิ่งที่อยากได้ คิดแต่จะได้ถ่ายเดียว และพยายามเพื่อให้ได้ โดยไม่รู้ว่ามันถูกต้องตามธรรมหรือไม่

สังคมเราเดือดร้อนเพราะคนพาลทั้งที่มีรูปร่างเป็นพาล และมีรูปร่างเป็นผู้ดี แต่มีใจเป็นพาล

ส่วนบัณฑิต คนดี ก็มี ๒ แบบ เหมือนกัน คือ

๑. รู้ว่าอะไรเป็นความดี อะไรเป็นความชั่ว รู้ว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล

หยั่งรู้ คิดแยบคายก่อนที่จะทำอะไร เพราะทุกอย่างมีเหตุและผลที่เกิดจากเหตุนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างส่งผลตามเหตุแน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เป็นอย่างอื่นแน่นอน คนดี จึงคิดอย่างรอบคอบก่อนทำ ก่อนพูด กลัวผลร้ายที่จะเกิดตามมา และมีความสุขกับการทำความดี เพราะมั่นใจว่าต้องได้ผลดีแน่นอนตามกฎของธรรมชาติ

๒. บัณฑิต ใจงาม ให้อภัยได้เสมอ ไม่ถือโกรธ ไม่แค้น ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำทั้งหมดด้วยปัญญา ด้วยความดี ด้วยจิตบริสุทธิ์

หากคนพาลกับบัณฑิตเถียงกัน บัณฑิตมักจะยอม แต่ไม่ใช่ยอมแพ้ ที่ยอมเพราะไม่อยากเกิดเรื่อง ไม่อยากก่อเวรเพราะความที่ตนเป็นคนดี เหมือนแม่แย่งลูกน้อยกับนางยักษ์ ดึงแขนลูกคนละข้าง คนที่จะยอมก่อน คือแม่ เพราะแม่กลัวลูกน้อยเจ็บ ส่วนนางยักษ์ก็หลงผิดคิดว่าตนเก่งที่แย่งลูกได้

อย่างที่พระอินทร์กล่าวสอนเทวดาชั้นดาวดึงส์ ว่า

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอยู่เหนือความโกรธ

ขอให้ท่านทั้งหลายจงหมั่นรักษากัลยาณมิตรไว้ให้แน่น (เข้าหากัลยาณมิตรสม่ำเสมอ)

ท่านทั้งหลายอย่าติเตียนคนดีมีศีลธรรมอันงามเด็ดขาด

อย่าพูดส่อเสียด(ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น)เลย

(เพราะ)ความโกรธนั้น เหมือนภูเขาย่อมย่ำยีคนเลว (ความโกรธเวลาเกิดขึ้น มันใหญ่โต มองผู้อื่นอย่างดูถูกดูแคลน เห็นเป็นสิ่งเล็กน้อย เห็นการกระทำของตนถูกต้อง ยิ่งใหญ่ เท่านั้น ความโกรธจึงใหญ่เท่าภูเขา เกิดกับคนชั่วแล้ว ย่อมทับย่ำยีคนชั่วคนพาลแน่นอน ยกภูเขาคือความโกรธนั้นออกไม่ได้แน่นอน)

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=15&siri=270

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar