Buddhadhamma Tepitaka Accharasutta 6_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Accharasutta 6_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Accharasutta 6_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Accharasutta 6_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฏก

เรื่อง อัจฉราสูตร

สวรรค์เป็นแดนน่าปรารถนาของคนทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับผู้ปรารถนาพระอรหัตต์

(บทบรรยายประกอบค่อนข้างยาว)

พระภิกษุรูปหนึ่ง บวชเรียนอยู่กับพระอุปัชฌาย์อาจารย์ครบ ๕ พรรษาแล้ว ในพรรษาที่ ๕ เมื่ออกพรรษาแล้ว ท่านก็เข้าป่า ปฏิบัติกรรมฐานอย่างเข้มข้น ไม่ยอมหลับ ไม่ยอมนอน ทั้งกลางวันและกลางคืน

ท่านทำกรรมฐานหนัก แต่สมาธิไม่ค่อยเกิดแก่ท่าน ถึงกระนั้น ท่านก็ไม่ท้อ มุ่งมั่นปฏิบัติหนักขึ้นไปอีก ก็ไม่บรรลุคุณวิเศษอะไรเลย อีกทั้งร่างกายก็อ่อนล้าไปเรื่อยๆ เพราพักผ่อนน้อย

วันหนึ่งเกิดลมตีขึ้นในท้อง หายใจไม่ออก ท่านก็มรณภาพ ณ ที่เดินจงกรมนั่นเอง แล้วไปเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หน้าประตูวิมานของตน เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น ดังนั้น ท่านจึงไม่รู้ตัวเองว่าตายแล้ว

เหล่านางฟ้าทั้งหลายในวิมานของท่าน พอเห็นท่านเท่านั้น ก็รู้ทันทีว่า นี่คือเจ้าของวิมาน ก็รีบพากันเข้ามาหา จะร้องรำทำเพลงต้อนรับเทพบุตร แต่พอพวกนางเข้าใกล้เทพบุตรองค์นั้น ท่านก็รีบเอาผ้าห่มเฉวียงบ่า เหมือนพระภิกษุห่มจีวร แล้วยืนก้มหน้า ไม่ยอมมองนางฟ้าด้วยความสำรวม เพราะท่านยังเข้าใจว่า ตนเองเป็นพระภิกษุอยู่

เหล่านางเทพอัปสรก็ช่วยกันบอกว่า นี่เป็นสวรรค์นะท่าน ไม่ใช่สถานที่ปฏิบัติสมณธรรม เป็นเวลาที่ท่านจะเสวยสุขสบายแบบชาวสวรรค์

เทพบุตร ก็ยังยืนก้มหน้านิ่ง เหล่านางเทพอัปสร จึงร้องรำ ประโคมดนตรีสวรรค์ เพื่อให้ท่านรู้ว่า นี่ สวรรค์จริงๆ ถึงอย่างนั้น เทพบุตรก็ยังไม่เงยหน้า ยังก้มอยู่อย่างนั้น นางเทพอัปสร จึงเอากระจกไปวางไว้หน้าท่าน

เทพบุตร พอเห็นตนเองในกระจก ก็รู้ว่าตนไม่ใช่พระภิกษุแล้ว ก็สลดใจ คิดว่า เราทำกรรมฐานไม่ใช่เพื่อมาเกิดบนสวรรค์ เราต้องการบรรลุพระอรหัต แล้วก็มองดูเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับตกที่งดงาม ก็คิดว่า ทรัพย์เหล่านี้ บนสวรรค์หาได้ง่าย แต่การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้านั้น แสนยากเหลือเกิน (เราทำกรรมฐานเพื่อบรรลุพระอรหัต) แต่กลับมาเกิดเป็นเทวดา เหมือนนักมวยปล้ำที่สู้กันเพื่อของที่มีค่า แต่กลับได้หัวมันแทน

คิดดังนี้ แล้ว ยังไม่เข้าวิมาน ยังไม่เสวยสุขบนสวรรค์กับเหล่านางฟ้า ก็รีบมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน แล้วทูลถามว่า

ราวป่า(สวนนันทวัน)น่าหลงใหล กึกก้อง(ด้วยเสียงร้องรำบรรเลงเพลง)ของเหล่านางอัปสร (สวนนันทวัน)เป็นป่าที่หมู่ปีศาจ(คือนางฟ้า)อาศัยอยู่ จักออกไปได้อย่างไร

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ทางนั้น(คือมรรคมีองค์ ๘)ชื่อว่าเป็นทางตรง ทิศนั้น(คือนิพพาน)ชื่อว่าไม่มีภัย รถ(คือมรรคมีองค์ ๘)ชื่อว่าไม่มีเสียงดัง ประกอบด้วยล้อคือธรรม (ความเพียร) หิริ(โอตตัปปะ)เป็นฝาประทุนของรถนั้น สติเป็นเกราะกั้นของรถนั้น เรากล่าวธรรม มีสัมมาทิฏฐินำหน้าว่าเป็นนายสารถี ยานชนิดนี้มีอยู่แก่ผู้ใด จะเป็นสตรีหรือบุรุษก็ตาม

ผู้นั้นไปใกล้นิพพานด้วยยานนี้แล

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงธรรมจบลง เทพบุตรก็บรรลุโสดาบัน

อธิบายธรรม

ปัจจุบันนี้ หลายท่านอาจจะเคยได้ยินได้ฟัง เรื่องคล้ายๆเทพบุตรองค์นี้ เช่น (ผู้เขียนได้ทราบมานานแล้ว จำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่เรื่องราวประมาณนี้)มีบรรพชิตรูปหนึ่ง ปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในป่ากับบรรพชิตอีกหลายท่าน วันหนึ่งท่านอาพาธหนัก และมรณภาพในที่สุดเพราะทนพิษไข้ไม่ไหว ท่านกำหนดกรรมฐานจนสิ้นลมหายใจ แม้มรณภาพแล้ว ก็ยังเห็นตนเองเป็นบรรพชิตอยู่ เดินไป ณ ที่แห่งหนึ่ง ยังไม่รู้ว่าจะไปแห่งไหน เมื่อเดินทางมาระยะหนึ่ง รู้สึกเหนื่อย ก็แวะพักที่ศาลาข้างทาง แล้วก็วูบไป มารู้ตัวอีกครั้ง ขณะอยู่ในท้องแม่แล้ว ได้ยินคนคุยกันหมด รู้ตัวตลอด จนคลอดออกจากท้องแม่ ถึงแม้พูดไม่ได้ แต่ก็รู้ตัวตลอด เมื่อโตพอรู้ความ พูดได้แล้ว ก็เล่าเรื่องของตนให้พ่อแม่ฟัง ท่านก็ไม่เชื่อ เด็กคนนี้ก็ขอร้องให้พ่อแม่พามาหาพระอาจารย์ที่เคยสอนกรรมฐาน ที่จังหวัดหนึ่ง

เพื่อพิสูจน์ความจริง พ่อแม่ก็พาลูกมาหาพระอาจารย์ และได้ทำการพิสูจน์เรื่องราว จนมั่นใจว่า เป็นความจริงทุกประการ

การมีสติ จะคุ้มครองเราไม่ให้ตกต่ำ เทพบุตรมีจิตมุ่งมั่นที่จะบรรลุพระหรหัตให้ได้ แม้ตายจากพระภิกษุมาก่อน จิตก็ยังคงมั่นคงอยู่อย่างนั้น แม้เกิดเป็นเทวดาแล้ว ก็ยังไม่รู้ตัวว่าตายแล้ว เมื่อตั้งสติได้ ก็เห็นสวรรค์เป็นสถานที่น่ากลัว เห็นสวนนันทวันเป็นป่ารกชวนหลงทาง ขณะที่เทพบุตรบางองค์บอกว่า เกิดเป็นเทวดาแล้ว ยังไม่เห็นสวนนันทวัน ชื่อว่ายังไม่รู้จักความสุข (นันทนสูตร) แต่ผู้ปรารถนาการพ้นจากวัฏสงสารคิดตรงกันข้าม คิดละอย่าง

เทพบุตรองค์นี้ เห็นนางฟ้า เป็นปีศาจ สิงอยู่บนสวรรค์ กลัวว่าจะหลงติดอยู่ตรงนี้ ทำอย่างไรจะหนีได้ ท่านจึงรีบมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขอฟังธรรมหาทางพ้นทุกข์ให้ได้

พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ตรัสบอกทางแก่เทวดา ดังนี้ว่า (เพื่อความเข้าใจง่าย ขอกล่าวเป็นภาษาชาวบ้าน)

ใช้ทางนี้ คือมรรคมีองค์ประกอบ ๘ อย่าง มุ่งหน้าไปทางทิศนั้น ทิศคือพระนิพพาน ซึ่งไม่มีอันตราย ใช้รถไร้เสียง(คือมรรคมีองค์ ๘) มีล้อคือความเพียร(หมุนไป)มีหิริโอตัปปะ(ความละอายความกลัวบาป)เป็นฝารถ(กันความชั่วเข้า) มีสติเป็นเกราะหุ้มรถที่อาวุธอื่น(คือกิเลส)ทำอันตรายไม่ได้ มีสัมมาทิฐินำหน้าเป็นสารถีขับมุ่งหน้าไป ใครมีรถอย่างนี้ จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม ต้องถึงจุดปลายทาง คือนิพพานแน่นอน

พอพระพุทธองค์แสดงธรรมจบ เทพบุตรก็บรรลุโสดาบันทันที

คนส่วนใหญ่กลัวตายเพราะไม่ได้ทำความดีไว้ จึงกลัว และห่วงที่ยังไม่ได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แก่คนนั้นคนนี้ ความกลัวกลายเป็นเชือกดึงเขาให้ตกไปสู่อบายภูมิ ความห่วงเป็นเชือกดึงเขาไปสู่อบายภูมิ

ความกลัว เป็นกิเลสตัวหนึ่ง มีรากเง่ามาจากโทสะจิต อันเป็นอกุศลจิต ดังนั้น ความกลัวตาย ห่วงผู้อื่น ห่วงทรัพย์ ห่วงเกียรติยศ หรือห่วงอะไรก็ตาม ล้วนเป็นอกุศลจิตทั้งนั้น เมื่ออกุศลจิตเกิด ก็แสดงว่าได้ทำกรรมชั่วเรียบร้อยแล้ว เป็นการทำกรรมทางใจ

ส่วนคนชั่ว ไม่กลัวบาปกรรม เหมือนไม่กลัวตาย แต่วาระจิตสุดท้ายก่อนสิ้นลม ภาพน่ากลัวต่างๆที่ตนก่อกรรมทำไว้ ก็ปรากฎให้เห็นจึงรู้ว่านั่นคือความชั่วร้าย

การฝึกจิต จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับผู้รู้ ฝึกเพื่อให้จิตที่ดีเกิดต่อเนื่องเป็นสายยาวออกไปเรื่อยๆ แม้กายดับสิ้นไป แต่สายแห่งจิตยังอยู่ ก่อรูปขึ้นใหม่ตามสายแห่งจิต

พระภิกษุทำกรรมฐานอย่างจริงจังขมักเขม้น เอาเป็นเอาตายเพื่อบรรลุพระอรหัต ไม่ยอมนอน ไม่ยอมพักผ่อน ทั้งกลางวันและกลางคืน จนร่างกายอ่อนล้า จึงเกิดลมเสียดแทงในร่างกายที่อ่อนแอนั้น ในที่สุด กายก็ดับพร้อมกับสตินึกถึงอารมณ์กรรมฐาน จึงไปเกิดเป็นเทวดา แม้เกิดเป็นเทวดา ความรู้สึกที่จะบรรลุพระอรหัตก็ยังไม่ดับ

ด้วยการฝึกจิตเพื่อบรรลุพระอรหัตนั่นเอง แม้เกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ที่สวยงามท่านก็ไม่ต้องการ เพราะทรัพย์สมบัติอย่างนี้ ได้มาแล้วไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ เพราะทรัพย์สมบัติอย่างนี้เองที่เป็นอุปสรรคต่อการพ้นจากวัฏสงสาร ชวนให้หลงอยู่ในป่าแห่งความงาม ไม่อยากออกจากป่าแห่งความงามนี้ ในป่านี้ก็มีปีศาจคือนางฟ้าที่สวยงามคอยหยุดรั้ง ที่ท่านกล่าวว่านางฟ้าเป็นปีศาจ เพราะความงามนี้มันทำให้เราไม่อยากออกไปจากวัฏสงสาร จึงทำให้เราทุกข์ทรมานกับการเกิดแก่เจ็บตายเป็นวัฏสงสาร ที่เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ปรากฎ

เพราะอุดมจิตที่ตั้งไว้ดีนี้เอง ก็เป็นแรงผลักดันให้เข้าหาสิ่งที่จิตกำหนดเอาไว้ คือจิตดวงนี้ รีบมาหาพระพุทธเจ้าทันที ไม่เข้าวิมาน ไม่สุงสิงกับนางฟ้า ไม่เพลิดเพลินความงามของสวรรค์ เพราะหากมัวเพลิดเพลิน เวลาบนโลกมนุษย์ก็ล่วงเลยไป อาจจะไม่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า หากเป็นดังนั้น ก็หมดโอกาสที่จะบรรลุธรรม ก็เป็นได้

จิตเป็นหัวหน้าของสรรพสิ่ง เมื่อจิตต้องการอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น จิตต้องการสุขก็สุข จิตต้องการทุกข์ก็ทุกข์ บางท่านอาจจะแย้งว่า ไม่มีใครต้องการทุกข์ แต่ทำไมเป็นทุกข์ ที่เป็นดังนี้เพราะไม่มีสติปัญญา หากตั้งสติปัญญาให้ดี เราจะเห็นว่า จิตคือตัวทุกข์จริงๆ เพราะไม่รู้ (อวิชชาหรือโมหะจิต)ว่าคิดอย่างนี้แล้วเป็นทุกข์ จึงอยากคิดเรื่องนั้น(ตัณหาหรือโลภะจิต) คิดซ้ำๆกับเรื่องนั้น ทุกข์จึงเกิด (โทสะจิตเกิด คือเสียใจ กลุ้ม น้อยใจ โกรธ แข็งดี เป็นต้น) เมื่อตั้งสติปัญญาดีๆ เราจะเห็นว่า เพราะโลภจิตต้องการนั้นเอง ความทุกข์จึงเกิดเรื่อง

การกำหนดเป้าหมายให้จิตจึงสำคัญมาก หากไม่มีสติปัญญา จิตจะทำหน้าที่ของมันตามยถากรรม ไม่มีเป้าหมายที่ดี คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับอารมณ์อย่างไรมา จิตก็เป็นไปอย่างนั้น ไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่ว จิตที่เกิดตามยกถากรรม ไม่มีการฝึกฝนอบรม มักเป็นอกุศลจิต ผู้นั้นทำตาม โลภจิต โทสจิต โมหจิตเท่านั้น เป้าหมายของอกุศลจิต ก็ต้องเป็นแบบอกุศลจิต

ผู้มีสติปัญญาเท่านั้น จึงกำหนดเป้าหมายให้จิตได้ถูกต้อง เพราะทุกอย่างเกิดจากจิต เราจึงต้องฝึกจิตให้ไปสู่เป้าหมายที่ถูกต้อง

พระภิกษุท่านนี้ เป็นตัวอย่างในการกำหนดเป้าหมายของจิต คือจะต้องบรรลุอรหันต์ให้ได้ ในขณะที่ท่านฝึกจิตอยู่นั้น ท่านตายเสียก่อนที่จะบรรลุอรหันต์ แต่การตายของท่านไม่เป็นอุปสรรคเลย กลับกลายเป็นตัวเสริมให้ท่านได้บรรลุโสดาบัน และจะต้องบรรลุอรหันต์แน่นอน

เพราะจิตที่ตั้งไว้ถูกต้องดีนั่นเอง ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดา เพราะจิตที่ตั้งไว้ดีนั่นเอง แม้เป็นเทวดาแล้ว ก็รีบปฏิบัติต่อ ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป และในที่สุดท่านก็บรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

เราเองก็สามารถทำอย่างที่พระภิกษุท่านนี้ได้ เราต้องอธิษฐานไว้ให้เป็นพระอรหันต์ แล้วตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติไปเรื่อยๆ และทำบุญไว้เรื่อยๆ หากยังไม่บรรลุในชาตินี้ ชาติต่อไปก็ต้องบรรลุแน่นอน การอธิษฐานไว้และมุ่่งมั่นปฏิบัติกรรมฐานไปด้วย จะทำให้เราเกิดในภพภูมิที่ดีไปเรืี่อยๆ ไม่ตกต่ำ และภพภูมิที่ดีนั้นจะเป็นฐานให้จิตเดินทางไปสู่เป้าหมายได้ง่ายและเร็วขึ้น

ไม่ควรมัวเมาเพลิดเพลินในชีวิตจนลืมว่าจะไปไหนต่อ ไม่ควรมัวเมาในสวรรค์วิมาน ในการเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ในยศศักดิ์ เพราะนั่นคือป่ารกเดินเข้าไปแล้วหาทางออกไม่เจอ และเต็มไปด้วยปีศาจหญิงชาย แต่จงเอาสวรรค์วิมานเป็นฐานให้ไปสู่นิพพานได้ง่าย เอาความเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีเป็นฐานไปสู่นิพพานได้ง่าย เอายศศักดิ์เป็นฐานไปสู่นิพพานได้ง่าย โดยการเอาสิ่งเหล่านี้เป็นทรัพย์เพื่อซื้อรถคันประเสริฐนี้ขับไปพระนิพพาน

(การนอนน้อยเกินไป จนร่างกายเสียความสมดุลย์ อาจจะทำให้เสียสิ่งดีงามหลายอย่าง เราอาจจะไม่โชคดี เพราะจิตเราอาจจะไม่ดีเหมือนเทวดาองค์นี้)

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=15&siri=46

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar