Buddhadhamma Tepitaka Adittasutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Adittasutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Adittasutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Adittasutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง อาทิตตสูตร

เราถูกไฟไหม้อยู่ตลอดเวลา

มีเทวดาองค์หนึ่ง รูปร่างงดงาม เข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กล่าวบทธรรมนี้

เมื่อเรือน ถูกไฟไหม้แล้ว เจ้าของเรือน (ต้องรีบ)ขนเอาภาชนะใดออกไปได้ ภาชนะนั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งของที่มิได้ขนออกไป ย่อมถูกไฟไหม้ ฉันใด

ชาวโลก (คือหมู่สัตว์) อันชราและมรณะเผาแล้ว ก็ฉันนั้น ควรรรบนำออก (ซึ่งโภคสมบัติ) ด้วยการให้ทาน เพราะทานที่บุคคลให้แล้ว ได้ชื่อว่านำออกดีแล้ว ฯ

ทานที่บุคคลให้แล้วนั้นย่อมมีสุขเป็นผล ที่ยังมิได้ให้ทาน ย่อมไม่เป็นเช่นนั้น โจรยังปล้นได้ พระราชายังริบได้ เพลิงยังไหม้ได้ หรือสูญหายไปได้ ฯ

อนึ่ง คนจะต้องทิ้งร่างกายพร้อมกับทิ้งสิ่งของเครื่องใช้ด้วย แล้วก็ตายจากไป ผู้มีปัญญารู้ชัด ดั่งนี้แล้ว ควรใช้สอยและให้ทาน ฯ เมื่อได้ให้ทานและใช้สอยตามควรแล้ว จะไม่ถูกติฉิน ต้องไปเกิดบนสวรรค์

เทวดาเปรียบเทียบให้ฟังว่า หากไฟไหม้เรือน เจ้าของเรือนจะต้องหยิบสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับชีวิตออกไปก่อน นอกนั้นไม่สามารถที่จะเอาออกไปได้ก็ปล่อยให้ถูกไฟไหม้ไป

ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ร่างกายของเรานี้ถูกไฟไหม้อยู่ตลอดเวลา ไฟคือความแก่ ไฟคือความตาย เพราะความที่ความแก่และความตายเป็นไฟเย็น เราผู้ถูกไฟไหม้อยู่ ก็เลยไม่มีความรู้สึกตัว จะรู้สึกตัวอีกครั้งก็ต่อเมื่อเจ็บออดๆ แอดๆ หรือใกล้จะตายแล้ว ถึงช่วงนี้บางคนก็ตั้งตัวได้บางคนก็ตั้งตัวไม่ได้ ตั้งตัวได้ คือตั้งสติได้รู้ตัวว่าจะต้องทำอย่างไร ส่วนคนที่ตั้งตัวไม่ได้ก็จะร้อนทุรนทุราย ทุกข์เรื่องนั้นทุกเรื่องนี้ ในที่สุดก็ถูกไฟไหม้ทั้งหมดสิ้นไม่เหลืออะไร

เทวดาจึงบอกว่า ในขณะที่ไฟคือความแก่ความตายกำลังไหม้เราอยู่นี้ เราจึงควรรีบเร่งหยิบฉวยเอาสิ่งที่จำเป็นออกไปให้เร็วที่สุด สิ่งที่จำเป็นนั้นก็คือการให้ทาน การให้ทานนั้นเป็นกิริยาพื้นฐานสำหรับมนุษย์ทั่วไป หากมนุษย์ให้ทานไม่เป็น ร่างกายนี้ก็จะถูกความแก่และความตายเผาไหม้ กลายเป็นขี้เถ้าไปเปล่าๆ

การให้ทานนั้นไม่ใช่จะมีความสุขในปัจจุบันนี้เท่านั้นตายไปแล้วก็มีความสุข เพราะจะทำให้เราไปเกิดในสถานที่ดี ไปเกิดในสถานที่สูง เช่นบนสวรรค์ เป็นต้น

เทวดายังกล่าวต่ออีกว่า คนที่มีทรัพย์สิน นอกจากให้ทานแล้ว ก็ควรจะใช้ชีวิตให้มีความสุขกับทรัพย์สมบัตินั้น คนที่ทำได้อย่างนี้ก็จะมีความสุขในปัจจุบันตายไปแล้วก็มีความสุข คนติเตียนไม่ได้

บางคนขยันทำมาหากินเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก็หาแต่ทรัพย์สมบัติให้คนอื่นใช้ หรือหากไม่ให้คนอื่นใช้ ตัวเองจะใช้ก็เสียดาย เพราะคิดว่าทรัพย์สมบัติเหล่านี้เราหาได้โดยยากลำบาก กว่าจะได้มาจึงเสียดายที่จะใช้จึงเก็บทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไว้ หรือใช้อย่างอดๆอยากๆ

คนเหล่านี้ถูกติเตียนตั้งแต่ยังมีชีวิต หากคิดในมุมของคนเห็นแก่ตัวก็จะบอกว่ามันเป็นสิทธิของเขาที่จะทำอย่างนั้น มันก็ถูก คนที่ชอบอ้างความมืดบอดของตัวเองว่าเป็นสิทธิก็จะเป็นอย่างนี้แหละ

คนที่สามารถให้ทานได้ ก็แสดงว่าเป็นคนที่มีน้ำใจ คนมีน้ำใจอยู่ที่ไหนก็มีความสุข แม้อยู่ในบ้านก็มีความสุข ออกนอกบ้านก็มีความสุข

คนมีน้ำใจ เป็นเสน่ห์ที่ประเสริฐมาก ใครเห็นใครก็รักใครเห็นใครก็ชอบใครเห็นใครก็เคารพนับถือให้เกียรติ

ในโลกปัจจุบันคนที่เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีจริงๆเขาจะสอนเรื่องการให้ หากเราตามดูคลิปของพวกมหาเศรษฐีระดับโลกทั้งหลายที่มีอยู่ตามโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ เศรษฐีเหล่านั้นจะพูดถึงการให้อยู่เสมอๆ

การให้จะทำให้เราผ่อนคลายไม่เครียด หากเราพัฒนาการให้นั้น มาสู่การชำระจิตด้วย คือการขจัดจิตที่เครียด จิตที่เป็นทุกข์ออกไป เราจะขยันหาวิธีการขจัดมันด้วยการให้ ให้ด้วยปัญญาให้อย่างรู้เท่าทัน

เรามาดูที่กิจวัตรประจำวันของเราในแต่ละวัน หากเรารู้จักทำให้ผู้อื่น แม้เป็นคนในบ้านสมาชิกในครอบครัวก็ตาม ก็คือคนผู้อื่น เราลองมองการล้างถ้วยล้างจานให้เขา ปัดกวาดเช็ดถูสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่พวกเขา ซักสิ่งของเสื้อผ้าเครื่องใช้ให้เขา เราจะมีความสุขมาก

หรือแม้แต่ทำให้แก่ตัวเอง ก็มองว่าหากเรารักษาความสะอาดอยู่เรื่อยๆ จัดสิ่งของให้เป็นระเบียบอยู่เรื่อยๆ เราก็มีความสุขที่ได้ใช้สิ่งของที่สะอาดได้อยู่กับสถานที่ได้เป็นระเบียบ ความมีระเบียบเป็นสภาพแวดล้อมภายนอกก็จริงอยู่ แต่มันจะเป็นตัวหล่อหลอมจิตใจของเราให้งดงามไปด้วย

ดีกว่าในขณะที่เราทำสิ่งเหล่านี้กิจกรรมเหล่านี้ด้วยความรู้สึกเฉยๆ หรือทำด้วยจิตที่เป็นทุกข์ เพราะอย่างไรก็ต้องทำ เราเปลี่ยนวิธีคิดจากจิตที่เฉยๆ จากจิตที่เป็นทุกข์ มาให้จิตที่เป็นสุขเกิดแทนย่อมดีกว่าแน่นอน เพราะกิจกรรมเหล่านี้หากเราทำด้วยจิตที่เป็นสุขเราจะเป็นคนที่มีความสุขอยู่ทุกวันอยู่เรื่อยๆอยู่เสมอๆ

นี่คือพลังของคนที่มีน้ำใจ จะพัฒนาสู่เป็นจิตที่ละเอียดอ่อน

จงสร้างความสุขให้แก่ตัวเองด้วยการมีน้ำใจ ด้วยการให้ ด้วยการใช้สอยสิ่งของทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ด้วยปัญญา

คนมีใจงามก็เหมือนเป็นเทวดาเป็นนางฟ้าในปัจจุบันตายไปแล้วก็ต้องขึ้นสวรรค์แน่นอน

ดีกว่าที่จะปล่อยให้ชีวิตนี้เป็นแค่เครื่องมือของอกุศลจิต ครอบงำเป็นทุกข์ ซึ่งเป็นเหมือนสัตว์นรกในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ตายไปแล้วก็ต้องตกนรกแน่นอน

เพราะอย่างไรร่างกายนี้ก็ถูกความแก่ความตายเผาไหม้ตลอดเวลาอยู่แล้ว จงรีบคว้าสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับชีวิตนี้ออกไปให้ได้

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=15&siri=41

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar