Buddhadhamma Tepitaka Anapanasati Kaya 2_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Anapanasati Kaya 2_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Anapanasati Kaya 2_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Anapanasati Kaya 2_mixdown

วิธีทำกรรมฐานเบื้องต้นด้วยตัวเอง

ตอนที่ ๒

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่องอานาปานสติสูตร

วิธีเจริญอานาปาสติกรรมฐาน

ตอนกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ลมหายใจแห่งอารยชน

๑. เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจเข้ายาว’

เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจออกยาว

๒. เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจเข้าสั้น’

เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจออกสั้น’

๓. สำเหนียกว่า

‘เราจักกำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า’

สำเหนียกว่า

‘เราจักกำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก’

๔. สำเหนียกว่า

‘เราจักรำงับกายสังขาร หายใจเข้า’

สำเหนียกว่า

‘เราจักรำงับกายสังขาร หายใจออก

วันก่อน กล่าวการกำหนดลมหายใจ แบบฝึกหายใจเข้า-ออกยาว หายใจเข้า-ออกสั้น ซึ่งเป็นขั้นที่ ๑ กับขั้นที่ ๒ จากการกำหนดลมหายใจ ๑๖ ขั้น

วันนี้ จะกล่าวการกำหนดลมหายใจขั้นที่ ๓ ตามพระพุทธดำรัสว่า

(๓.) สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า’

สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก’

ขั้นที่ ๓ พระพุทธเจ้าใช้ศัพท์ว่า “สำเหนียก หรือศึกษา(ในบทอื่นใช้คำว่าศึกษาก็มี)” คือการตามรู้เรื่องราวของลมให้ละเอียดยิ่งขึ้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบเหมือนช่างกลึงว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่าง

กลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว

เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักสั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน”

สมัยก่อนช่างกลึง มีสูบ ลูกกลึง เป็นอุปกรณ์การทำลมเป่า เช่นเป่าให้เกิดไฟในการหลอมเหล็ก ทำเหล็กให้อ่อนตัวเป็นต้น การที่จะเกิดลมได้ ต้องพร้อมด้วย

๑. ตัวสูบ

๒.ลูกสูบ

๓. เราดึงลูกสูบขึ้น-ลง แล้วลมก็จะกิดขึ้นในตัวสูบนั้น

การดึงเชือกที่ลูกสูบยาวหรือสั้น ก็เกิดลมตามนั้น ลมจากสูบนั้นทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น กลึงเครื่องมือ เผาเหล็กให้ร้อนเพื่อให้เหล็กอ่อนแล้วดัดหรือทำเป็นรูปอะไรก็ได้ จิตจะเป็นสมาธิได้ อันเกิดจากลมก็ฉันนั้น คือ

๑.กายทุกส่วน

๒.ช่องจมูก

๓.จิต มีสติรู้พร้อมทั้ง ๓ ส่วนนี้ สมาธิก็เกิดขึ้น ปัญญาก็เกิดขึ้น

ลมหายใจก่อให้เกิดสมาธิในขั้นที่ ๓ นี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สำเหนียก หรือศึกษา”ว่า ’เราจักกำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า’

สำเหนียกว่า ‘เราจักกำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก’

คือหลังจากเราฝึกหายใจเข้า-ออกยาว หรือหายใจเข้า-ออกสั้น จนคล่องแล้ว ต่อไปเราเพิ่มความใส่ใจให้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

ขณะหายใจเข้า ให้เอาสติมองตามลมตั้งแต่เริ่มแตะที่ปลายจมูก ตามดูลมหายใจเข้าไปเรื่อยๆ จากปลายจมูกแล้ว ผ่านลำคำ ผ่านหน้าอก ถึงท้อง ตามถึงแค่ท้องก็เพียงพอแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าถึงสะดือ จริงๆแล้ว เรามองไม่เห็นลม ให้สมมติเอาจากความรู้สึกว่าเห็นลม และสุดท้ายเห็นลมหยุดอยู่ พยายามเห็นลมหยุดอยู่

เวลาหายใจออก ก็ตามดูตั้งแต่หน้าท้องที่สะดือ สมมติว่าลมเร่ิมไหลออกจากจุดนั้น แล้วก็ตามลมหายใจออกมาเรื่อยๆ ตามดูถึงหน้าอก ตามดูถึงลำคอ ตามดูถึงปลายจมูก ลมสุดที่ปลายจมูก เห็นลมหายใจหยุดที่ปลายจมูก

ต่อไปก็ทำเหมือนเดิมอีก ตอนนี้เพิ่มความยุ่งยากให้แก่ตัวเองอีกเพื่อให้สติตื่นตัวมากขึ้น ขณะหายใจเข้า พอลมเริ่มแตะที่ปลายจมูก ลมนั้นทำให้กายเกิดความรู้สึกอย่างไรบ้าง ต้องพยายามรู้ให้ได้ (ระวังกิเลสครอบงำ จะถูกกิเลลสั่งว่า ไม่รู้ กำหนดตามไม่ได้ กำหนดตามไม่ทัน แล้วก็ไม่ทำ)

ตามดูลมหายใจเข้า พอลมเริ่มแตะปลายจมูก บางท่านจะรู้สึกว่าปลายจมูกตรงนั้นเย็นเล็กน้อยๆ ตามลมหายใจเข้าไปเรื่อยๆ ถึงหน้าอกแล้ว กายเป็นอย่างไร ถึงท้องแล้วกายเป็นอย่างไร ลมหยุดแล้ว กายเป็นอย่างไร

พอลมหายใจ จะเริ่มออก ก็ให้สติรู้ล่วงหน้าว่าลมหายใจจะออกแล้ว เอาสติไปดูที่ท้องจับจุดที่สะดือ แล้วเอาสติตามดูลมหายใจออกมาเรื่อยๆ

ขณะลมออก เห็นท้องด้วยสติว่าท้องกำลังยุบ ลมถึงหน้าอก เหมือนหน้าอกจะพอง ลมผ่านลำคอ ลมผ่านปลายจมูก และสุดลงที่ปลายจมูก เกิดความรู้สึกเป็นอย่างไร อย่าปรุงแต่ง แต่ตามดูอาการที่กายเป็นตามที่ลมกระทบแล้วเกิดความรู้สึก

บางท่านลมหายใจออกจะอุ่นๆ เพราะลมนั้นเป็นคนละลม เนื่องจากลมหายใจออก เป็นลมที่ถูกกายใช้แล้ว

พยายามใส่ใจ แล้วเราจะรู้ว่า ลมคือกาย กายคือลมเกี่ยวเนื่องกัน อิงอาศัยกันเกิดอยู่ แล้วเกิดความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้

การรู้อย่างนี้แหละเรียกว่า “กองลม” ดังพระดำรัสว่า

สำเหนียกว่า ‘เราจักกำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า’

สำเหนียกว่า ‘เราจักกำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก’

ทำกลับไปกลับมา ซ้ำแล้วซำ้อีก ตามเวลาที่กำหนด ท่านใดทำได้มาก ทำให้มาก จิตจะอ่อนลงไปเรื่อยๆ เร็ว เหมือนเอาลูกโคให้หย่านมแม่ เราต้องผูกลูกโคด้วยเชือกอย่างดีแล้วผูกกับหลักที่แข็งแรง เพื่อให้ลูกโคหนุ่มสาวนั้นดิ้นไปไกลกว่าเชือกไม่ได้ ดิ้นอย่างไรก็ได้แค่เชือก มีแรงมากแค่ไหนก็ถูกเชือกอย่างดีนั้นดึงไว้ แน่นอยู่กับหลัก ในที่สุดก็อ่อนแรง นอนอยู่ข้างหลักนั้น จิตก็เช่นกัน ช่วงฝึกใหม่ๆมันจะดิ้น และดิ้นแรงมาก หากเราผูกด้วยเชือกคือสติ มีหลักผูกคือลมหายใจแล้ว วันหนึ่งจิตก็หมดแรง

ในขั้นที่ ๓ เพิ่มการสำเหนียกให้มาก คือการตามรู้ ตามเห็นทุกขั้นตอนที่ลมเข้าออกร่างกาย ตามรู้กายว่าเป็นอย่างไรเมื่อลมกระทบเข้าออกแล้ว ลมสร้างกาย กายสร้างลมก็เป็นอย่างที่เราเห็น

สมาธิเกิดตลอดเวลาที่สติดูลมหายใจเข้าออก สมาธิเกิดลอดเวลาที่สติตามดูลมว่าส่งผลต่อกายอย่างไรบ้าง

วันนี้ อธิบายการกำหนดบมหายใจขั้นที่ ๓ เพียงแค่นี้

ขอเชิญท่านทั้งหลายแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่มีอยู่แล้วในชีวิตนี้ คือกายนี้

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=14&siri=18

…..weiter mit Dhamma Podcast Wat Dhammavihara Hannover…

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar

Deine E-Mail-Adresse wird nicht veröffentlicht. Erforderliche Felder sind mit * markiert.

Diese Website verwendet Akismet, um Spam zu reduzieren. Erfahre mehr darüber, wie deine Kommentardaten verarbeitet werden.