Buddhadhamma Tepitaka Anapanassati Kaya_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Anapanassati Kaya_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Anapanassati Kaya_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Anapanassati Kaya_mixdown

วิธีทำกรรมฐานเบื้องต้นด้วยตัวเอง

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่องอานาปานสติสูตร

ลมหายใจแห่งอารยชน

วิธีเจริญอานาปาสติกรรมฐาน

ตอนกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ณ วัดบุพพาราม พระนครสาวัตถี มหาอุบาสิกาวิสาขา เป็นผู้สร้างถวาย

หลังวันออกพรรษา วันปวารณาใหญ่ พระผู้มีภาคเจ้าพร้อมด้วยพระเถระผู้ใหญ่ ผู้มีชื่อเสียงงดงาม ขจรขจายไปทุกสารทิศ เช่น พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ พระมหากัสสปเถระ พระมหากัจจายนเถระ พระมหาโกฏฐิตเถระ พระมหากัปปปินเถระ พระมหาจุนทเถระ พระอนุรุทธเถระ พระอานนทเถระ และพระเถระผู้มีชื่อเสียงงดงามอีกมากมาย ประชุมอยู่ ณ วัดบุพพาราม แห่งนี้

พระเถระแต่ละรูป ก็อบรมสั่งสอนพระนวกะ พระภิกษุอื่นๆ ที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ บางรูปก็อบรมพระรูปเดียวบ้าง บางรูปอบรม ๒ รูปบ้าง จนถึง ๔๐ รูปบ้าง

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ตั้งแต่วันนี้ไป พระองค์จะอยู่ที่บุพพารามนี้จนถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ช่วงดอกโกมุทเบ่งบาน

เมื่อพระองค์ประกาศดังนี้ ข่าวก็กระจายไปทั่วทุกสารทิศ พระภิกษุสงฆ์จากทุกสารทิศที่ทราบว่าพระองค์จะยังประทับอยู่ที่วัดบุพพารามถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ หลังจากออกพรรษาแล้ว ต่างก็มุ่งมาวัดบุพพาราม เพื่อมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อมาถึงแล้ว ต่างก็ได้รับเมตตาธรรมจากพระเถระผู้ใหญ่แต่ละรูป ได้ฟังธรรมเทศนา ได้ฝึกอบรมกรรมฐาน รูปเดียวบ้าง ๒ รูปบ้าง จนถึง ๔๐ รูปบ้าง

พระภิกษุเหล่านั้น เมื่อได้อบรมกรรมฐานจากพระเถระผู้ใหญ่ ต่างก็บรรลุธรรม ตั้งแต่โสดาบัน ถึงพระอรหันต์

เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ วันที่ดอกโกมุทเบ่งบาน(ดอกบัวชนิดหนึ่ง) ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว สดชื่น เบิกบานแจ่มใสไปทั่วสารทิศ

ณ วัดบุพพาราม เมืองสาวัตถี ก็งดงาม กลิ่นหอม สดชื่น เบิกบาน แจ่มใสด้วยพระอริยะ ใบหน้าของท่าน อิ่มเอิบ เบิกบาน มีร้อยยิ้มน้อยๆประดับใบหน้า มีเมตตาธรรมเป็นเครื่องประดับรอยยิ้มและดวงตาของท่าน

วันดอกโกมุทบานงาม ส่งกลิ่นหอมไปทั่ววัดบุพพาราม และวัดบุพพารามก็เต็มไปด้วยพระอริยะผู้งามยิ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จมาประทับนั่งบนอาสน์ที่ปูไว้ มีพระอริยะนั่งล้อมอาสน์นั้น และยังมีพระผู้ทรงคุณธรรมงามอีกหลายรูป แต่ยังไม่บรรลุอริยธรรม แวดล้อมเต็มพื้นที่วัดบุพพาราม

พระองค์ทรงมองดูพระภิกษุสงฆ์ด้วยเมตตาธรรม แล้วทรงสรรเสริญพระภิกษุที่นั่งอยู่บริเวณนั้นในคุณธรรมต่างๆ ทรงยกย่องว่า พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดนี้ ทั้งพระที่ยังไม่บรรลุอริยะด้วยว่า เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ใครก็อยากเห็นพระเหล่านี้ แม้จะต้องเดินทางไกลแค่ไหน ก็เต็มใจที่จะเดินมาเพื่อเห็นพระภิกษุผู้ประเสริฐ

แล้วทรงแสดงอานาปานสติกรรมฐานแก่พระเหล่านั้น ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา พระภิกษุก็เป็นพระอริยบุคคลทั้งสิ้น

จะกล่าวอานาปานสติ ๑๖ ขั้น

ในที่นี้ จะกล่าวเพียง ๔ ขั้นต้นเท่านั้น เพื่อไม่ให้สับสนแก่ท่านที่ยังไม่คุ้นเคย จะได้กำหนดจดจำได้ง่าย ดังนี้

๑. เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจเข้ายาว’

เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจออกยาว

๒. เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจเข้าสั้น’

เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจออกสั้น’

๓. สำเหนียกว่า

‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า’

สำเหนียกว่า

‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก’

๔. สำเหนียกว่า

‘เราระงับกายสังขาร หายใจเข้า’

สำเหนียกว่า

‘เราระงับกายสังขาร หายใจออก

อธิบายธรรม

ขั้นเตรียมการลมหายใจ

เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจเข้ายาว’

เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจออกยาว

เป็นพระธรรมเทศนาฝึกหายใจยาวๆ

หายใจเข้ายาวๆ

หายใจออกยาวๆ

ไม่ใช่เป็นการหายใจตามปกติ แต่ฝืนหายใจ

ฝึกหายใจเข้ายาวๆ

ให้สูดลมเข้าร่างกายให้เต็ม สูดลมให้เต็ม เต็มจนลมไม่สามารถเข้าไปได้อีก แล้วหยุด ให้หยุดอยู่จนทนไม่ไหว ในขณะที่ลมเต็มกาย ให้เอาสติจับที่ปลายจมูกไว้ แล้วค่อยๆปล่อยลมออกมา

ขณะหายใจเข้ายาว ให้เอาสติตามดูลมไปเรื่อยๆ ขณะลมเต็มกายก็เอาสติดูกายที่เต็มด้วยลมโดยเฉพาะที่ปลายจมูก

ขณะหายใจออก ปล่อยให้ลมออกให้ยาวที่สุด ยาวจนสุด ให้เอาสติดูปลายจมูกที่ลมสุด กลั้นอยู่อย่างนั้นสักพักหนึ่ง จนทนไม่ไหวแล้ว จึงสูดลมเข้าร่างกายใหม่ ให้ทำเหมือนเดิมอีก สูดลมเข้ากายจนเต็ม ให้เต็มที่ จนลมเข้าไปไม่ได้แล้ว หยุด สติมองปลายจมูกที่ลมเต็มเปี่ยมจะล้นออกมา

ค่อยๆปล่อยลมออกมา เอาสติตามดูลมที่ค่อยๆออก หายใจออกให้ยาวที่สุด ยาวจนสุด สุดจนหายใจออกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เหมือนเราบิดผ้าที่เปียกด้วยน้ำออก บิดจนน้ำหมดหยดแล้วคลายออก หายใจออกสุดแล้ว กลั้นดูที่ปลายลมสุดท้ายสักพักหนึ่ง จนทนไม่ไหวแล้ว หายใจเข้าใหม่ มีสติตามดูลมตลอดเส้นทาง

แล้วตรวจดูว่า เวลาเราหายใจเข้ายาว มีความรู้สึกอย่างไร เวลาเราหายใจออกยาวแล้ว รู้สึกอย่างไร พยายามรู้ให้ได้ว่า รู้สึกอย่างไร

กำหนดอย่างนี้แหละ เรียกว่า เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจเข้ายาว’

เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจออกยาว

ลองฝึกปฏิบัติประมาณ ๑๕ นาที

ต่อไปฝึกหายใจสั้น

เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจเข้าสั้น’

เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่า

‘เราหายใจออกสั้น’

ฝึกหายใจสั้น เพื่อเรียนรู้ลมหายใจสั้น ไม่ใช่ลมหายใจตามปกติ แต่เป็นการฝึกหายใจสั้นๆเพื่อให้สติเกิด

หายใจสั้นขนาดไหน จึงจะเรียกว่าสั้น ลองนึกดูเวลาเราเหนื่อยๆ (เหนื่อยไม่ใช่อ่อนเพลีย อ่อนล้า) เช่นเวลาเราวิ่งเร็วๆ แล้วหยุดพัก จะเห็นว่าลมหายใจสั้น หรือมองดูสุนัขที่วิ่งเหนื่อยแล้ว จะหายใจเร็วและสั้น แฮ็ก แฮ็ก แฮ็ก ลิ้นสุนักห้อยออกจากปากมีน้ำลายยืดไหลหยุดติ๋งๆๆ

ฝึกแรกๆ อาจจะหายใจช้าๆ แต่ให้สั้น

หายใจเข้าสั้นช้าๆ มีสติตามดูลมหายใจเข้า บังคับลมให้ถึงแค่หน้าอกแล้วหยุดทันที ขณะลมหยุดแค่หน้าอก ดูด้วยสติ ให้เห็นลมหยุดแค่นั้น กลั้นลมสั้นที่สุดแค่นั้นสักพักหนึ่งจนไม่ไหว แล้วหายใจออกสั้นช้าๆ แต่อย่าช้ามาก มีสติเห็นลมหายใจออกสั้น กลั้นลมสั้น ที่สุดอยู่แล้ว ที่ปลายจมูกจนไม่ไหวแล้ว หายใจเข้าเหมือนเดิม กำหนดเหมือนเดิม

ต่อไปฝึกหายใจเข้าสั้นแบบเร็วขึ้น มีสติตามดูลมหายใจเข้าสั้น ฝึกหายใจออกสั้น มีสติตามดูลมหายใจออกสั้น สั้นอยู่แค่ปลายจมูกก็ได้

พยายามตามลมหายใจเข้าสั้น จนเห็นชัดว่าลมหายใจเข้าสั้นเป็นเป็นอย่างไร ลมหายใจออกสั้นเป็นอย่างไร พยายามฝึกดูแม้ความรู้สึกที่เกิดจากการหายใจเข้าสั้น หายใจออกสั้น

ฝึกประมาณ ๑๕ นาที ท่านที่มีเวลามากกว่านี้ ก็ฝึกให้ยิ่งกว่านี้ได้

วันนี้ ขอกล่าวไว้เพียงแค่ลมหายยาวกับลมหายใจสั้น ขอเชิญท่านทั้งหลายฝึกตัวเองเพื่อสร้างสมาธิให้เกิดขึ้น คุณค่าของจิตที่เป็นสมาธินั้น มีมากมายนับประมาณไม่ได้เลย

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=14&siri=18

……weiter mit Dhamma Podcast Wat Dhammavihara Hannover

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar