Buddhadhamma Tepitaka Brahmana Sutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Brahmana Sutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Brahmana Sutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Brahmana Sutta_mixdown

ทบทวนธรรม

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง พราหมณสูตร

หรือ พราหมณธัมมยาคสูตร

พระพุทธเจ้าเป็นหมอผู้ชำนาญ ผ่าตัดกิเลส

เพราะพระองค์หมดสิ้นกิเลสแล้ว จึงเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงชื่อว่าพรหม หรือ พราหมณ์ จิตของพระองค์ผ่องใส ผ่องแผ้ว สดใส อยู่เสมอ จึงงดงาม เหมาะสมแก่การขอ หรือทรงเหมาะสมที่จะขอของเหล่าชน คือเหล่าพุทธบริษัทต้องขอพระองค์ เพราะพระองค์เป็นผู้เหมาะสมที่จะขอเพื่อให้ทรงแสดงธรรม เพราะพระองค์ควรแก่การขอจริงๆ คือขอให้ทรงแสดงธรรม

พวกเราเป็นเหมือนบุตรของพระองค์ ผู้หมดกิเลสในระดับต่างๆ ชื่อว่าเป็นบุตรของพระองค์ ผู้ที่ตั้งใจบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าถึงธรรม ชื่อว่าเป็นบุตรของพระพุทธองค์ ส่วนผู้ที่ชื่นชอบสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ธรรมะของพระองค์ ไม่ชื่อว่าเป็นทายาทของพระพุทธองค์

ทายาท ๒ อย่าง คือ

๑. อามิสทายาท

การสืบต่อรักษาทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุษ

๒. ธรรมทายาท

การสืบต่อธรรมของพระพุทธเจ้า

ผู้ที่รักษาธรรมะ ปฏิบัติตามธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงชื่อว่า “ธรรมทายาท” ไม่มีอันตราย การสืบต่อธรรมะ ยิ่งใช้ก็ยิ่งสุข และสุขนั้นก็แผ่ไปถึงผู้อื่นด้วย ส่วนอามิสทายาท อาจเกิดอันตรายได้ เช่นแย่งกัน ชิงกัน หากไม่มีปัญญาใช้ก็หมดสิ้นได้ ตกนรกเพราะทรัพย์สมบัติกันมากมาย

ทาน ๒ อย่าง คือ

๑. อามิสทาน

การให้สิ่งของทั่วไป

๒. ธรรมทาน

การให้ธรรมะ การให้ความรู้

การให้ธรรมะ ชื่อว่า การให้ที่ประเสริฐ เพราะธรรมะ หรือวิชาความรู้ ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด ยิ่งใช้ยิ่งงอกงาม ยิ่งงอกเงย ยิ่งเพิ่มพูน

ธรรมะยิ่งปฏิบัติยิ่งรู้ลึก ความรู้ยิ่งใช้ยิ่งชำนาญ ยิ่งเก่ง ส่วนการให้วัตถุสิ่งของเงินทอง ไม่นานก็หมด ยิ่งใช้ยิ่งไม่มี เพราะฉะนั้น การให้ธรรมะจึงเป็นการให้ที่ประเสริฐ และหากมีธรรมะแล้ว เราจะให้อย่างมีความสุข

การให้ด้วยอามิส คือให้วัตถุสิ่งของ ก็ประเสริฐมาก เป็นการจุนเจือสังคม ช่วยเหลือสังคม สร้างสรรค์สังคม แต่หากให้แล้วไปทำลายสังคม ระบบสังคมเสีย การให้นั้นก็ไม่ดี ดังนั้นจึงต้องให้อย่างฉลาด ให้เพื่อสังคมสวยงาม

การแจก ๒ อย่าง คือ

๑. การแจกอามิส คือแจกวัตถุสิ่งของ

๒. การแจกธรรมะ การแจกความรู้

การแจกจ่ายความรู้ประเสริฐที่สุด เพราะแจกเท่าไหร่ก็ไม่หมด ยิ่งแจกยิ่งเพิ่ม ผู้รับแจก ก็เอาไปใช้ ใช้เท่าไหร่ก็ไม่เคยหมดสิ้น มีแต่เพิ่มพูน ส่วนการแจกวัตถุสิ่งของ ยิ่งแจกก็ยิ่งหมด ผู้รับแจก เอาไปแล้วก็ใช้หมด ไม่เหลืออะไร

การแจกจ่ายด้วยอามิสคือแจกวัตถุสิ่งของก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐ แต่ควรแจกให้ในคราวจำเป็น เช่นคราวช่วยเหลือเท่านั้น หากแจกอยู่ร่ำไป คนแจกก็แย่ได้ หมดสิ้นได้ ผู้รับแจก อาจจะนิสัยเสียก็ได้ คอยรับอย่างเดียว ไม่หมั่นเพียร แจกจ่ายเพื่อให้เขาพัฒนาตนเอง ไม่ใช่แจกแล้วไปทำลาย กลายเป็นคนงอมืองอเท้าขอ

การอนุเคราะห์ ๒ อย่าง คือ

๑. การอนุเคราะห์ด้วยอามิส คืออนุเคราะห์ด้วยวัตถุสิ่งของ

๒. การอนุเคราะห์ด้วยธรรมะ คืออนุเคราะห์ด้วยจิตที่เป็นธรรมะ เช่นการมีเมตตา กรุณาเป็นต้น และการอนุเคราะห์ด้วยธรรมะ คือเอื้อเฟื้อผู้อื่นด้วยธรรมะ

การอนุเคราะห์ด้วยธรรมะ ประเสริฐที่สุด เราช่วยเหลือผู้อื่นด้วยน้ำใจที่งดงาม การมีเมตตาธรรม หรือมีพรหมวิหาร ๔ ต่อผู้อื่น ยิ่งอนุเคราะห์ เราก็ยิ่งงดงาม ยิ่งประเสริฐ ส่วนผู้ไดัรับเมตตาธรรมจากเรา ก็จะมีกำลังใจในการทำความดี ส่วนการอนุเคราห์ด้วยวัตถุสิ่งของ ยิ่งอนุเคราะห์ก็จะยิ่งหมดไปเรื่อย

การอนุเคราะห์ด้วยอามิสก็เป็นความประเสริฐอย่างยิ่ง แต่มันมีข้อจำกัดหรือขอบเขตของอนุเคราะห์ หากอนุเคราะห์เรื่อยๆบ่อยๆ คนที่ได้รับการอนุเคราะห์ก็อาจจะเป็นเกียจคร้านได้ เพราะเขาคิดว่า เดี๋ยวเราก็ให้ เดี๋ยวเราก็หาให้ การอนุเคราะห์อย่างนี้จึงไม่ประเสริฐ

พระพุทธเจ้าตรัสบอกหนทางเพื่อทำลายกิเลส เพื่อความสุขอย่างแท้จริงแก่พวกเรา ส่วนพวกเราจะเห็นดีตามหรือไม่นั้น ก็เป็นสิทธิของตนที่จะเป็นอะไรต่อไป พระองค์เป็นหมอผู้ชำนาญในการผ่ากิเลส ผ่ากิเลสออกแล้ว บอกกิเลสแล้วว่ามีอะไรบ้าง ส่วนการรักษาตัวให้หายป่วยจากกิเลสเป็นเรื่องของคนไข้ จะเชื่อหมอ หรือเชื่อตัวเอง ก็เป็นสิทธิของผู้นั้น

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=25&siri=215

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar

Deine E-Mail-Adresse wird nicht veröffentlicht. Erforderliche Felder sind mit * markiert.

Diese Website verwendet Akismet, um Spam zu reduzieren. Erfahre mehr darüber, wie deine Kommentardaten verarbeitet werden.