Buddhadhamma Tepitaka Brahmyan sutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Brahmyan sutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Brahmyan sutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Brahmyan sutta_mixdown

พระมหาทองนาค นาควโร ประธานสงฆ์วัดธรรมวิหาร ฮันโนเฟอร์ เยอรมัน

(พระธรรมเทศนา ; การเทน์ )

Sprecher ist Phra Maha Thongnark Nagawaro , Abt des

Wat Dhammavihara Hannover . ( hier hören wir eine Predikt / Vortrag v. Abt )

กลิคที่ Download

www.wathannover.de

ธรรมะเนื่องในวันวิสาขบูชา

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฏก

เรื่อง พราหมสูตร ว่าด้วยมรรคมีองค์ ๘ เหมือนยานธรรม ชนะสงครามทุกสงคราม

แต่ยังอธิบายพระสูตรเดิม

เรื่อง วิภังคสูตร

อริยมรรคมีองค์ ๘

หลักธรรมสำหรับแก้ปัญหาทุกปัญหาของโลก

ข้ามสัมมาอาชีวะ เว้นการเลี้ยงชีพที่ผิดศีลธรรมทั้งหมด

วันนี้จะกล่าวถึง สัมมากัมมันตะ การกระทำที่ถูกต้อง การกระทำที่ชอบ ดังนี้

เรื่อง สัมมาวายามะ เพียรถูกต้อง

กล่าวถึง ปธานธรรม

ตั้งใจกันอกุศลธรรม อกุศลธรรมก็ถูกกันออก

ตั้งใจให้กุศลธรรมเกิด กุศลธรรมก็เกิด

ความอยากลอยๆ อยากทำอะไรที่ไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรอง ว่ามีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ขอเพียงได้ทำตามความอยาก คิดว่ามีความสุขแล้ว ซึ่งมีผลเป็นทุกข์ เรียกว่า “ตัณหา” เป็นกิเลส เป็นอกุศลจิต

ส่วนอีกความอยากหนึ่ง คืออยากได้สิ่งดีงาม อยากทำความดีงาม อยากพ้นจากทุกข์

เป็นความอยากที่ไม่ก่อปัญหา มีผลเป็นความสุข

ความอยากอย่างนี้เป็น “ฉันทะ” กุศลธรรม หรือกุศลจิต

ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจาก “ตัณหา” ตัวเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกัน ความสุขทั้งปวงก็เกิดจาก “ฉันทะ”ตัวเดียวเช่นกัน

ความอยากเป็นพลังงานกระตุ้นให้สิ่งทั้งปวงเดินไปข้างหน้า แม้สิ่งไม่มีชีวิต มันก็มีพลังงานดูดกันและกันเข้าหากัน เช่น โลกใบนี้ ที่เราได้ชีวิตรบราฆ่าฟันกัน แสวงหามรรคผลนิพพาน ก็เกิดจากฝุ่นเม็ดเล็กๆ เล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่เรามองเห็นได้ ก็เพราะมันเกาะกันจากเม็ดที่มองไม่เห็น ก็กลายเป็นเม็ดฝุ่นที่มองเห็น เป็นสิ่งใหญ่โต และหลงเข้าใจเป็นตัวเป็นตน ก็เกิดจากพลังงานในตัวมันเองที่ดูดเข้าหากัน

พลังงานอยาก จึงเป็นพลังงานก่อสรรพสิ่งทั้งปวง แม้พลังงานอยากที่มีอยู่ประจำสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “เรา”นี้ ก็เช่นกัน เดินทางไปอบายภูมิ ไปสุคติภูมิ และเป็นนิพพานก็เกิดจากพลังงานอยากทั้งนั้น เป็นพลังงานอยาก ๒ อย่างดังกล่าวแล้ว

พลังงานอยากเล็กๆประจำสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เป็นเรานี้ เรียกว่าเล็กเมื่อเทียบกับสิ่งอื่นผู้อื่น หากโลกใบนี้มีเราคนเดียว ก็จะเห็นว่าเราเล็กมาก แม้มีคนมาก เราก็ยังเล็กอยู่นั่นเอง แต่ความอยากที่เป็นพลังงานนี้ มันยิ่งใหญ่มาก มันสามารถทำลายตัวเองที่มันอาศัยอยู่ได้ มันสามารถทำลายผู้อื่นสิ่งอื่นได้ มันสามารถทำลายโลกที่มันอาศัยอยู่ได้ นี้คือพลังของมัน

ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากความอยาก “ตัณหา” ตัวเดียวเท่านั้น หากมันจะถูกกำจัด ก็เกิดจากความอยากเช่นเดียวกัน คือ “ฉันทะ” เป็นความอยากเพื่อกำจัดตัณหา กำจัดต้นตอแห่งความทุกข์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงแยกการใช้ความอยากเพื่อกำจัดทุกข์ออกเป็น ๔ แบบ ดังนี้

๑. สังวรปธาน เป็นความอยากที่ตั้งใจลงมือปฏิบัติกันอกุศลธรรม

๒. ปหานปธาน เป็นความอยากที่ตั้งใจลงมือกำจัดอกุศลธรรม

๓. ภาวนาปธาน เป็นความอยากที่ตั้งใจปฏิบัติให้กุศลธรรมเกิด

๔. อนุรักขนาปธาน เป็นความอยากที่ตั้งใจปฏิบัติเพื่อรักษากุศลธรรมเกิดแล้วให้อยู่ต่อไป

เรามาดูว่า ตั้งใจปฏิบัติตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสบอกไว้แล้วนั้น ขั้นตอนการเกิดเป็นอย่างไร

เช่นเกิดความเครียดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เรารู้แล้วว่านี้ความทุกข์เกิดอยู่ อยาก(ฉันทะ)จะพ้นจากทุกข์ ก็ลงมือปฏิบัติทันทีเลย ขั้นตอนการเกิดจะเป็น ดังนี้

๑. สติ เห็นความเครียดคือตัวทุกข์ กำลังเกิดอยู่

๒. ธัมมวิจยะ ปัญญารู้ว่าความทุกข์นี้ ทรมาน ทุรนทุราย อึดอัด หายใจไม่สะดวก รู้ว่าความทุกข์นี้เป็นความน่ารังเกียจมาก ปัญญาไม่ได้สนใจถึงเหตุผลที่ตัณหามันพยายามอธิบายเพื่อให้ความทุกข์เกิด เพราะเหตุผลของตัณหา คือการดึงเชื้อทุกข์มาสุมนั่นเอง เหมือนการดึงวัตถุสิ่งของต่างๆมาเข้ากองไฟที่กำลังไหม้อยู่นั่นเอง ยิ่งใส่เชื้อก็ยิ่งไหม้ ดังนั้นปัญญาเห็นแล้ว ก็จะไม่สนใจเชื้อเพลิงที่ตัณหามันดึงเข้ามา

๓. วิริยะ คือ ปธาน ๔ นี้ ก็ดำเนินการพร้อมกับที่ สติเกิดปัญญาเกิดนั่นเอง ก็มุ่งมั่น(ฉันทะ) เพียร พยายาม ตั้งอกตั้งใจเต็มที่

ฉันทะกระตุ้นความเพียรด้วยวิธีดังนี้

ก. สังวร คือกัน กั้นอกุศล

ด้วยการตั้งใจประคองสติให้ตื่นตัว ให้ปัญญาทำงานได้สม่ำเสมออยู่เรื่อยๆ

ข. ปหาน คือกำจัด

ตั้งใจมุ่งมั่นประคองสติให้ดำรงอยู่ คงอยู่ สติก็เห็นตัวทุกข์กำลังเกิด ปัญญาก็รู้แจ้งว่านี้เป็นอกุศลจิต เห็นโทษของจิตที่กำลังเป็นทุกข์ จิตพวกนี้เป็นอะไร เป็นเราหรือ เราอยู่ตรงไหนของจิตพวกนี้ ความเครียดเป็นเรา เราอยู่ตรงไหนของความเครียด อยู่ตรงคนนั้นคนนี้ใช่ไหม อยู่กับวัตถุนั้นวัตถุนี้ใช่ไหม ความเครียดมันอยู่กับรถ อยู่กับงาน อยู่กระดาษใช่ใหม่ เมื่อมองด้วยปัญญาให้เห็นจริงๆอย่างนี้ สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตัวทุกข์ ตัวทุกข์คือจิตนี้เอง แล้วจิตเป็นอะไร จิตมาจากไหน ค้นหาอย่างนี้ สติเกิดเพิ่ม ปัญญาเกิดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ความทุกข์ดับไปเอง แล้วจะรู้ได้ด้วยปัญญาว่าจิตคืออะไรมาจากไหน

ค. ภาวนา คือ สติเกิดเห็นทุกข์ เห็นเฉยๆ แต่ทำอะไรไม่ได้ ตัวที่จัดการได้คือปัญญาปัญญารู้จักทุกข์ว่าน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง สกปรกโสโครก ตัวนำไปสู่อบายภูมิ ตัวทำให้เกิดเป็นมนุษย์ชั้นต่ำ

ตัวอุ้มให้สติเกิดปัญญาเกิดก็คือความเพียร เรียกว่า “ภาวนาปธาน”ประคองสติ ประคองปัญญาให้เกิดอยู่ต่อเนื่อง เรื่อยๆ

ง. อนุรักขนาปธาน การเกิดของความเพียรพยายาม ให้สติปัญญาเกิดบ่อยที่สุด มากที่สุด อยู่เรื่อยๆ ก็คือการรักษากุศลธรรมนั่นเอง

หายเข้าออกครั้งหนึ่ง ปธานทั้งสี่เกิดดับนับครั้งไม่ได้

ฉันทะความมุ่งมั่นกระตุ้นให้ความเพียรเกิด ความเพียรก็อุ้มประคองให้สติเกิดอยู่ต่อเนื่อง ให้ปัญญาเกิดอยู่ต่อเนื่อง เมื่อธรรมะ คือ ความเพียร สติ ปัญญา ๓ ตัวนี้ เกิด ความทุกข์ดับไปเอง ไม่ได้ทำอะไรมันเลย เพียงแค่เห็น เพียงแค่รู้แจ้ง รู้ทันธรรมชาติอันน่ารังเกียจของมัน แค่นั้น

เมื่อธรรมะ ๓ ตัวนี้เกิด ความทุกข์ถูกกันออกทันที เป็นสังวรปธาน (กั้นอกุศล) เป็นปหานปธาน (ละ) ละอกุศลที่เกิดอยู่ทันที ที่เหมือนทุกข์ยังไม่หมดเพราะธรรมะ ๓ ตัวนี้เกิดๆดับๆ ไม่ได้เกิดต่อเนื่อง ขณะที่ธรรมะ ๓ ตัวเกิด อกุศลก็ไม่ยอมเหมือนกัน มันก็พยายามเกิด ซึม แทรกเข้าตลอดเวลา ธรรมะกับอธรรม จึงต่อสู้กันตลอดเวลา

ขณะที่ความเพียรประคองสติ ประคองปัญญาให้เกิด เรียกว่า “ภาวนา” ขณะภาวนาเกิดต่อเนื่องเรียกว่า “อนุรักขนาปธาน” เกิดนานบ้าง ไม่นานบ้าง ก็เป็นอนุรักขนา อกุศลก็ยาก แต่เมื่อใดความเพียรอ่อน ถูกอกุศลแทรกได้ ธรรมะ ๓ ตัวก็ดับทันที

แต่หาก ๓ ตัวเกิดต่อเนื่อง อกุศลเกิดไม่ได้ ความอิ่มใจ (ปีตี)เกิดตามทันที อิ่มใจที่ความทุกข์ ความมัวหมองดับ เพราะทุกข์ดับ ความเบาสบาย (ปัสสัทธิ) ก็เกิดตาม ความนิ่งสงบ (สมาธิ) เกิดตั้งแต่ขณะที่ความเพียรประคองสติได้แล้ว เมื่อเห็นโทษของทุกข์ ก็ไม่ยึดมั่น ปล่อยมันไป นี้เรียกว่า อุเบกขา วาง อุเบกขาตรงนี้เป็นปัญญา ไม่หลงยึดเอาทุกข์ของตน เป็นตัวตนของตน

ความทุกข์ถูกระงับ หรือถูกทำให้ดับด้วยความเพียรนี้ เรียกว่า “ปธาน”การรู้แจ้งธรรมนี้เรียกว่า “โพชฌงค์” คือรู้ธรรม

เพียงมีสติขณะหายใจเข้าหรือออกครั้งเดียว ปธานธรรม ทั้ง ๔ ขณะก็เกิด โพชฌงค์ ๗ ก็เกิด ขณะเดียวกัน จิตที่เป็นทุกข์ก็ดับ

ทุกท่าน สามารถดึงเอาจิตที่ดีงามนี้ออกมาใช้ได้ทุกคน ไม่มีใครเลยที่จะทำไม่ได้ แต่ที่เหมือนทำไม่ได้ ก็เพราะปล่อยให้กายนี้ถูกความเกียจคร้านครอบงำ ความเกียจคร้านเป็นศัตรูกันกับ “ปธาน ความเพียร”

ตัวนำปธานคือความเพียร คือ “ฉันทะ” ความอยากที่จะพ้นจากทุกข์ ต้องสร้างขึ้นมาให้ได้ ทุกคนมีฉันทะ แต่ถูกกลบด้วยความขี้เกียจ

ความขี้เกียจมันจะอ้างสารพัดเหตุผล เช่น ไม่มีเวลา ทำงานหนัก ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่มีเงินจะอยู่ได้อย่างไร เหตุผลความเกียจคร้านมันพูด มันอ้าง ดีงามประเสริฐเลิศหรูปานใดก็ตาม ก็ล้วนแต่เป็นเหตุผลของความขี้เกียจทั้งนั้น

ทุกข์เกิดที่ใด ความเพียร สติปัญญาก็เกิดตรงนั้น มันไม่เกี่ยวกันว่าไม่มีเวลา ทำงานมาก เป็นต้นอะไรเลย

ความเกียจคร้านคือมารตัวใหญ่

อ้างอิง

http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=21&siri=69

อ้างอิง พราหมสูตร หรือชานุสโสณิพราหมสูตร ข้อที่ ๑๒-๒๔

http://www.tipitaka.com/tipitaka19.htm

 

 

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar

Deine E-Mail-Adresse wird nicht veröffentlicht. Erforderliche Felder sind mit * markiert.

Diese Website verwendet Akismet, um Spam zu reduzieren. Erfahre mehr darüber, wie deine Kommentardaten verarbeitet werden.