Buddhadhamma Tepitaka Brammajalasutta tamhni_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Brammajalasutta tamhni_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Brammajalasutta tamhni_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Brammajalasutta tamhni_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง พรหมชาลสสูตร

ตอน คำตำหนิติเตียนและคำสรรเสริญ หากไม่มีสติปัญญารับรู้ก็มีโทษเหมือนกัน

ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จดำเนินอยู่ระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทา โปรดสรรพสัตว์

ขณะนั้นสุปปิยปริพพาชกผ ศิษย์สัญชัย ปริพพาชก เดินตามหลังพระภิกษุสงฆ์กับศิษย์ของตนคือพรหมทัตมานพ

ขณะเดินตามพระสงฆ์อยู่นั้น สุปปิย ปริพพาชก ก็ตำหนิติเตียนพระพุทธเจ้า ติเตียนพระธรรม และติเตียนพระสงฆ์ ให้ลูกศิษย์ฟัง พรหมทัตมานพผู้เป็นลูกศิษย์กลับเห็นตรงกันข้ามกับอาจารย์ เห็นพระพุทธเจ้าเดินสง่างาม พระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนก็งดงาม พระสงฆ์ก็สำรวมน่าเลื่อมใส

ศิษย์กับอาจารย์ขัดแย้งกันทางความคิด แต่เป็นศิษย์อาจารย์กันดี

เย็นวันนั้น พระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุสงฆ์ ประทับแรมคืนหนึ่ง ณ พระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา อาจารย์กับลูกศิษย์ทั้งสองก็ถือโอกาสพักบริเวณนั้นเหมือนกัน การสนทนาเรื่องเดิมยังไม่จบ อาจารย์กับลูกศิษย์คุยเรื่องเดิมอีก พระสงฆ์ก็เห็นเหตุการณ์นั้น

รุ่งขึ้น พระสงฆ์มานั่งสนทนากันที่ศาลาพักนั่งเล่น แล้วหยิบยกเรื่องที่สุปปิยปริพพาชกกับพรหมทัตมานพขัดแย้งกันเรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์

ขณะที่พระสงฆ์สนทนาค้างอยู่นั้น พระพุทธเจ้าก็เสด็จมา และทราบเรื่องนั้นแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากมีคนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเตียนเรา กล่าวติเตียนพระธรรมหรือกล่าวติเตียนพระสงฆ์ก็ตาม พวกเธอไม่ควรผูกอาฆาตแค้นเคืองขุ่นใจคนพวกนั้น ถ้าพวกเธอโกรธเคืองหรือไม่พอใจพวกเขา พวกเธอก็จะประสบอันตรายเพราะความโกรธเคืองนั้นได้

อนึ่ง พวกเธอจะรู้ได้หรือว่าที่พวกเขาพูดนั้นถูกหรือผิด”

พวกภิกษุกราบทูลว่า “รู้ไม่ได้ พระเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “คำติเตียนนั้น ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง พวกเธอควรชี้แจงให้เห็นชัดว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่มี และไม่ปรากฏในพวกเรา’

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถึงหากมีคนพวกอื่นจะพึงกล่าวยกย่องเรา กล่าวยกย่องพระธรรมหรือกล่าวยกย่องพระสงฆ์ก็ตาม พวกเธอไม่ควรทำความรื่นเริงดีใจหรือกระหยิ่มใจต่อคนพวกนั้น ถ้าพวกเธอทำความรื่นเริงดีใจหรือกระหยิ่มใจต่อพวกเขา พวกเธอก็จะประสบอันตรายเพราะความรื่นเริงดีใจนั้นได้เช่นกัน

คำยกย่องนั้น ถ้าเป็นเรื่องจริง พวกเธอควรยืนยันให้เขารู้ชัดลงไปว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ถูกต้อง มีอยู่และปรากฏในพวกเรา’

อธิบายธรรม

มีคำคารมคมคายมากมาย ที่กล่าวให้ระวังคำติเตียนและคำสรรเสริญ ท่านทั้งหลายก็คงได้ยินได้ฟังมาไม่น้อยแน่นอน แต่เชื่อว่า น้อยนักที่เราทั้งหลายจะได้ประโยชน์จากคำคมเหล่านั้น เราเพียงฟังหรืออ่านแล้วชื่นชมในความคมคายนั้นแค่นั้น

เรื่องศาสนา ความเชื่อ การเมือง หากเชื่อคนละอย่างแล้ว คุยกันเมื่อไหร่ ก็ทะเลาะกันเมื่อนั้น ความไม่สงบ สงครามทุกมุมโลกจะยุคสมัยใดก็ตาม ก็ล้วนจากศาสนา ความเชื่อ การเมืองเท่านั้น

ชนชาติเดียวกัน หากรสนิยมทางศาสนา ความเชื่อ การเมืองไม่เหมือนกัน ก็แตกความสามัคคี พัฒนายาก

พระพุทธเจ้า ตรัสบอกพวกเรา ให้อดทน อย่าโกรธ อย่าเคือง อย่าแค้นอย่าอาฆาตกัน ให้เปิดใจกว้างด้วยสติปัญญาเพื่อยอมรับความคิดที่แตกต่างแล้วก็พูดด้วยเหตุผล อะไรจริง ก็บอก ชี้แจงความจริงนั้น อะไรที่ไม่จริงเราก็บอกว่าไม่จริงตามเหตุผล

หากโกรธ เคียดแค้น อาฆาต เสียใจ ก็จะมืดมัว เป็นทุกข์ เถียงแถกัน ก็จะสาดความร้ายใส่กัน แล้วเราจะไม่สามารถบอกความจริงได้เลย ถึงแม้เราชี้แจงสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริง แต่ความจริงนั้นมันเป็นไฟ ก็ไม่มีใครอยากรับเอาเพราะมันร้อน

หากโกรธแล้วไปชี้แจงบอกเหตุผล มันก็ไม่ตรงประเด็น คือผิดบ้างถูกบ้าง เหมือนคนสติกระเจิงเห็นไฟไหม้สิ่งของอันมีค่าของตน แม้ตนมีน้ำ มีอุปกรณ์ดับไฟ แต่จะดับไฟไม่ถูกจุดที่จะให้ไฟหยุดไหม้แน่นอน เช่นเดียวคนโกรธ คนอาฆาต คนผูกโกรธ คนมีอคติ จะแก้ปัญหาไม่ถูกประเด็นแน่นอน แม้มีความรู้มากมาย

นี้แหละพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคที่ว่า “อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย”

ความโกรธ ความอาฆาต ความผูกโกรธ ความมีอคติ คืออันตราย จะเห็นธรรมได้อย่างไร ก็ในเมื่อเราให้กิเลสพวกนี้ยึดพื้นที่ของชีวิตไปหมดแล้ว

แม้คำยกย่องสรรเสริญ ก็มีโทษเหมือนกัน สังเกตดูหากมีคนเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง เราชื่นชมเด็กมาก เราพูดเพราะกับเขา เขาร้องเราก็พูดเพราะ เขาไม่ร้องเราก็พูดเพราะ เขาอารมณ์ดีเราก็พูดเพราะ เขาอารมณ์ไม่ดีเราก็พูดเพราะ เขาทำดีเราก็พูดเพราะ เขาทำไม่ดีเราก็พูดเพราะ เขาทำผิดเราก็พูดเพราะ เขาทำถูกเราก็พูดเพราะ แต่เราไม่เคยบอกเหตุผลแห่งพฤติกรรมของเขาเลยว่า เหมาะสมไม่เหมาะสม ถูกผิด อะไรดีอะไรชั่ว เด็กคนนั้นจะเติบโตพร้อมๆกับความโง่งมงาย เขาจะไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศล

คำชมนั้น หากเราไร้สติปัญญา เวลามีคนชมเรา เราจะดีใจแม้บางทีมันไม่ใช่อย่างที่เขาชม แต่เราชอบแบบนั้น ต่อไปเราจะเกรงใจผู้นั้น คนชมเราด้วยเรื่องที่ไม่จริง แม้เราชอบ แต่คนที่ยกย่องเราด้วยเรื่องที่ไม่จริงทั้งที่รู้ อย่างไรผู้นั้นก็ไม่ใช่คนดีคนมีปัญญาแน่นอน แล้วเวลาเขาทำอะไรไม่ดี เราก็เกรงใจที่จะบอกว่ากล่าว เราจะเป็นหนึ่งทันทีที่ส่งเสริมให้คนทำชั่ว เราเองก็ชั่วเหมือนกันทั้งที่รู้ว่าคำยกย่องนั้นมันไม่จริงแต่ก็ยังชื่นชม เราจึงกลายเป็นสังคม”ปากว่าตาขยิบ, มือถือสากปากถือศีล, ฤาษีกินเหี้ย” ยกย่องกันด้วยคำพูดดีๆเพราะๆ มีหลักการตามตำรา แต่การกระทำของเราชั่วทั้งสองฝ่ายทั้งผู้ยกย่องและผู้ถูกยกย่อง

คำชมยกย่องนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสให้เราหนักแน่น มั่นคงด้วยสติปัญญายืนยันความจริง อะไรจริงก็บอกว่านั่นจริง อะไรมีก็บอกว่านั่นมี อะไรเป็นความสามารถของเราก็บอกว่าคุณสมบัติมีในเรา

ให้ตระหนักในตัวเองก่อนว่า สิ่งที่เขายกย่องเรานั้นเป็นจริงหรือเปล่า แล้วยืนยันความจริงนั้น

คนไร้สติปัญญา มัวแต่เพลิดเพลิน พอใจ อิ่มเอิบ ปลื้มปีติในการยกย่อง แต่ไม่มีโยนิโสมนสิการไตร่ตรองความจริงในตนเลย ทิฏฐิมานะก็จะครอบงำ วันหนึ่งไม่ได้รับคำยกย่อง ก็ห่อเหี่ยว หมดกำลังใจ

คำยกย่องเชิดชูที่ไร้สติปัญญารับรู้ก็เป็นอันตรายอย่างนี้ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย

เราก็จะไม่เห็นธรรมเลย หากหลงคำตำหนิติเตียน หลงคำสรรเสริญ

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=9&A=1

ข้อ ๕,๖

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar