Buddhadhamma Tepitaka Brammayusutta Asandhi_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Brammayusutta Asandhi_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Brammayusutta Asandhi_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Brammayusutta Asandhi_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง พรหมายุสูตร

ตอน พระนางอสันธิมิตตา บรรลุโสดาบันเพราะฟังเสียงนกการเวกแล้วน้อมถึงพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้า

พระสุรเสียงที่ไพเราะของพระผู้มีพระภาคเจ้า

คนเหล่าอื่นมีเสียงขาดบ้าง มีเสียงแตกบ้าง มีเสียงดุจกาบ้าง กานั้นมีเสียงน่าเกลียด สังเกตเวลามีคนทำคลิปเสียงธรรมชาติบำบัด จะไม่มีเสียงกาเลย มีแต่เสียงนกอื่น ถึงมีเสียงกาบ้าง แต่ก็ประหลาดดี

ส่วนพระตถาคตเจ้าทรงประกอบด้วยเสียงเช่นกับเสียงมหาพรหม คือเสียงของมหาพรหม ชื่อว่าแจ่มใส เพราะไม่ถูกดีและเสมหะพัวพัน เสียงที่ตั้งขึ้นตั้งแต่พระนาภีสะดือ ย่อมแจ่มใส ประกอบด้วยด้วยความไพเราะ ๘ ประการ คือ

สละสลวย ๑ ฟังชัดเจน ๑

ไพเราะ ๑ ฟังง่าย ๑

กลมกล่อม ๑ ไม่พร่า ๑

ลุ่มลึก ๑ มีกังวาล ๑

หมู่ประชาชนพุทธบริษัทมีปริมาณเท่าใด ก็ได้ยินพระสุรเสียงได้เหมือนกันหมด อยู่ใกล้พระองค์หรือไกลออกไปแค่ไหนก็ได้ยิน หากพระองค์ต้องการให้ได้ยิน

ทรงมีพระดำรัสดังเสียงนกการเวก หมายความว่ามีพระสุรเสียงไพเราะดุจนกการเวกร้องอย่างเมามัน

นกการเวกเป็นนกที่มีอยู่เฉพาะในป่าหิมพานต์เท่านั้น เป็นนกที่บินสูงมาก เป็นนกในตำนานที่ปัจจุบันสูญพันธุ์หมดแล้ว เป็นนกตระกูลเดียวกันกับกินนร แต่คนละสายพันธุ์

เล่ากันว่า เมื่อนกการเวกจิกมะม่วงสุกอันมีรสหวานอร่อยด้วยจะงอยปาก ลิ้มรสที่ไหลออก แล้วให้จังหวะด้วยปีกกู้ก้องอยู่ สัตว์ทุกชนิดย่อมเหมือนเคลิบเคลิ้มเริ่มงงงวย สัตว์จตุบาท(สี่ขา)จำพวกกินพืช แม้ขณะเคี้ยวกินหญ้า ก็ทิ้งหญ้าที่อยู่ในปากเสีย อ้าปากค้างฟังเสียงนกนั้น แม้พวกมฤค(สัตว์กินเนื้อ)กำลังไล่ล่าเนื้อน้อยๆ อยู่ ก็ไม่ย่างเท้าที่ยกขึ้นแล้วหยุดค้างอยู่ แม้เนื้อที่ถูกไล่ล่าก็เลิกกลัวตายหยุดอยู่ แม้นกที่บินไปในอากาศก็ห่อปีกหยุดบินแล้วปล่อยตัวไปตามอากาศฟังเสียงนกนั้น ปลาในน้ำก็ไม่โบกครีบ หยุดนิ่งแล้วฟังเสียงนกนั้น นกการเวกร้องไพเราะด้วยประการฉะนี้

พระเทวีของพระเจ้าธรรมาโศกพระนามว่าอสันธิมิตตา เมื่อฟังธรรมเทศนาเกี่ยวกับพระพุทธลักษณะของพระพุทธเจ้าแล้ว พระนางใคร่อยากจะทราบว่าพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าไพเราะอย่างไร เพราะในสมัยของพระนางนั้น พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วประมาณ ๒๓๐ ปี จึงถามพระสงฆ์ว่า

พระคุณเจ้าท่านผู้เจริญ มีเสียงของใครบ้างหนอ ที่พอจะเปรียบเทียบกับพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าได้บ้าง

พระสงฆ์ตอบว่า มีเสียงนกการเวก

พระคุณ ท่านผู้เจริญ นกเหล่านั้นอยู่ที่ไหน

อยู่ที่ป่าหิมพานต์

ต่อมา พระนางนั้นกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันใคร่จะเห็นนกการเวก พระองค์สามารถนำนกการเวกนั้นมาได้ไหม

พระราชาดำเนินการทันที

ทรงเปิดกรงทอง แล้วตรัสว่า

ขอนกการเวกจงมาจับอยู่ที่กรงนี้

แล้วทรงโยนกรงนั้นออกไป กรงไปปรากฎอยู่ข้างหน้านกการเวกตัวหนึ่งที่ป่าหิมพานต์ นกนั้นคิดว่า กรงมาตามพระราชโองการ ไม่อาจเพื่อจะไม่ไป จึงจับอยู่ที่กรงนั้น กรงก็มาปรากฎอยู่ตรงพระพักตร์ของพระราชา (เป็นพลังของคนมีบุญเท่านั้น)

เมื่อนกการเวกมาแล้ว แต่ใครๆ ก็ไม่อาจให้นกการเวกส่งเสียงได้

ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า ท่านทั้งหลาย นกตัวนี้จะส่งเสียงร้องได้อย่างไร

อำมาตย์ทูลว่า ขอเดชะ นกตัวนี้เมื่อเห็นพวกญาติของตนแล้วจะส่งเสียงร้องได้

ทีนั้น พระราชาจึงทรงรับสั่งให้ตั้งกระจกรอบกรงนก นกนั้นครั้นเห็นเงาของตนเอง ก็คิดว่าญาติของเรามาแล้ว จึงให้จังหวะด้วยปีก ร้องด้วยเสียงอันไพเราะดุจคนเป่าปี่แก้ว ฉะนั้น พวกมนุษย์ในพระนครทั้งสิ้นงวยงงแล้วเหมือนคนเมา

พระนางอสันธิมิตตาคิดว่า สัตว์ดิรัจฉานนี้ยังมีเสียงไพเราะถึงเพียงนี้ แล้วพระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงศิริแห่งสัพพัญญุตญาณ จะไพเราะเพียงไหนหนอ คิดดังนี้แล้วจึงเกิดปีติ ประคองปีตินั้นไว้ ทรงบรรลุโสดาปัตติผล พร้อมด้วยนางสนม ๗๐๐ นาง ณ ที่นั้นเอง

เสียงของนกการเวกไพเราะด้วยประการฉะนี้ พระสุรเสียงของพระตถาคตเจ้ายังไพเราะกว่านั้นถึงร้อยเท่า พันเท่า แต่เพราะไม่มีเสียงไพเราะอย่างอื่นจากนกการเวกที่พอจะเทียบกับพระสุรเสียงของพระพุทธองค์ในโลกนี้ ท่านจึงกล่าวว่า กรวิกภาณี พอจะเทียบได้กับเสียงนกการเวก ด้วยประการ ฉะนี้

อธิบายเพิ่มเติม

จิตของเรา

หากเราให้จิตนั้นไปยึดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตของเราก็จะเป็นอย่างนั้น เช่นหากเราให้จิตนึกถึงสวนดอกไม้ ที่มีดอกไม้งาม มีดอกไม้หอม จิตของเราก็จะสดชื่นตามไปด้วย หากให้จิตนั้นนึกถึงซากสุนัขเน่า จิตของเราก็จะสะอิดสะเอียนไปด้วย ให้จิตนั้นไปดูหนังดูละครที่เศร้าโศก จิตของเราก็จะเศร้าโศกตามไปด้วย ให้จิตนั้นไปอยู่กับอาหารที่เอร็ดอร่อยจิตของเราก็จะเอร็ดอร่อยไปด้วย ให้จิตนั้นไปอยู่กับอาหารที่ไม่ชอบความรู้สึกที่ไม่ชอบก็จะเกิดขึ้นด้วย

เพราะฉะนั้น อารมณ์ที่ให้จิตเข้าไปยึดนั้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อย และหากจิตของเราไปยึดสิ่งนั้นด้วยความรู้สึกที่รุนแรงมหาศาล พลังมหาศาลก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วยเช่นเดียวกัน เช่นจิตไปยึดกับความทุกข์ยิ่งคิดมาก คิดซ้ำๆ ก็ทุกข์มาก เช่นเดียวกันหากให้จิตไปยึดกับความสุขความสุขก็จะเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน แต่คนส่วนใหญ่ชอบที่จะให้จิตที่เป็นทุกข์เกิดมากกว่า ดังนั้นคนเหล่านั้นจึงอยู่กับความทุกข์ ถึงแม้ว่าอยากมีความสุข มันก็เป็นเพียงแค่ความอยาก ไม่ใช่เป็นตัวที่สร้างสุขจริง แค่สร้างความอยาก สร้างทันที แต่สร้างจิตที่เป็นสุขกลับยาก

เช่นเดียวกันหากเรานึกถึงคนชั่วคนที่ไม่ชอบ จิตก็จะเป็นทุกข์ไปด้วย ดังนั้นบุคคลที่นึกถึงพระมาสัมพุทธะจ้าว นึกถึงด้วยศรัทธาที่แรงกล้า ความแรงกล้าของจิตนั้น กลายเป็นอินทรีย์อย่างหนึ่งเรียกว่าสัทธินทรีย์ จะทำให้เกิดพลังเหนืออำนาจจิตอื่นๆ ก็ทำให้บรรลุธรรมได้

อารมณ์ที่ให้จิตเข้าไปยึดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะอารมณ์นั้นมันสามารถทำให้จิตเป็นอย่างไรก็ได้ ท่านทั้งหลายจึงควรรักษาจิตและควรพยายามหาอารมณ์ที่ดีให้จิตเข้าไปยึด โดยเฉพาะพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ยึดแล้วปล่อยวาง ยึดแล้วเบาสบาย ยึดแล้วไม่เป็นทุกข์ ยึดพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เพื่อปล่อยวาง ไม่ใช่ยึดพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เพื่อเป็นทุกข์ ต้องยึดพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ให้เป็นเรือข้ามฝาก ไม่ใช่ยึดพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ให้เป็นเรือ ข้ามถึงฝั่งแล้วก็ยังแบกเรือไปอีก ก็หนัก

ยึดด้วยศรัทธา อ่อนน้อม เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จิตจะอยู่ในอารมณ์ที่งามนั้น เหมือนจิตเคลิ้มอยู่ในสวนดอกไม้ มองไปทางไหนเห็นแต่ความงาม สายน้ำก็สะอาด ต้นไม้ก็สดชื่น กลิ่นดอกไม้ก็หอมชื่นใจ สิ่งปลูกสร้างก็เหมือนวิมาน จิตจะเป็นอิสระ ไม่กลัว ไม่ทุกข์

อารมณ์งามนี้เองกลายเป็นพลังทำลายกิเลสได้ ดังนั้น เสียงนกการเวก จึงกลายเป็นเชื้อแห่งความดีงามให้พระนางน้อมนึกถึงพระพุทธเจ้าพร้อมกับนางสนมของพระนางก็คิดเหมือนกัน

หากฟังเสียงนกแล้ว ชื่นชมชื่นชอบอยู่แค่เสียงนก ก็จบอยู่แค่เสียงนก เหมือนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ที่พอได้ยินเสียงนกการเวกแล้ว ก็ยึดอยู่แค่เพียงความไพเราะนั้น คิดให้ไกลกว่านั้นไม่ได้

ขอเราทั้งหลาย เรียนรู้แบบอย่างพระนางอสันธิมิตตาเถิด

สรุปบางส่วนจากอรรถกถา

อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พราหมณวรรค

พรหมายุสูตร พรหมายุพราหมณ์ต้องการเฝ้าพระพุทธเจ้า

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=13.0&i=584&p=2

 

weiter mit Wat Dhammavihara Hannover

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar

Deine E-Mail-Adresse wird nicht veröffentlicht. Erforderliche Felder sind mit * markiert.

Diese Website verwendet Akismet, um Spam zu reduzieren. Erfahre mehr darüber, wie deine Kommentardaten verarbeitet werden.