Buddhadhamma Tepitaka Candimasa Devaputta 1_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Candimasa Devaputta 1_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Candimasa Devaputta 1_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Candimasa Devaputta 1_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง จันทิมสสูตร

สมาธิจิตคืออิสรภาพของชีวิต

การทำจิตให้เป็นสมาธิ มี ๓ แบบ คือ

๑. สมถะกรรมฐาน

๒. วิปัสสนากรรมฐาน

๓. มีความสบายใจในขณะที่จิตชอบหรืออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่มีอย่างอื่นรบกวน

สมถะกรรมฐาน

คือการยกเอาจิตไปยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทุกขณะที่จิตยึดสิ่งนั้นได้ จิตก็จะเป็นสมาธิทันที อารมณ์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเป็นเครื่องให้จิตเข้าไปยึดนั้นมีมากมาย ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา กล่าวไว้ ๔๐ อย่าง แต่เราไม่จำเป็นต้องรู้ถึงขนาดนั้น ท่านใดที่ต้องการศึกษาอย่างละเอียดก็สามารถศึกษาได้จากตำราซึ่งมีอยู่มากมาย

เรามารู้บางสิ่งบางอย่างที่จดจำได้ง่ายและทำได้ง่ายเท่านั้น เช่น การกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างที่เราทั้งหลายทำกันอยู่ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้จิตสงบเป็นสมาธิได้

หรือบางท่าน กำหนดลมหายใจเข้าออกก็ยังยาก ให้ใช้วิธีการสวดคุณของพระพุทธเจ้าคุณของพระธรรมคุณพระสงฆ์ก็ได้ สวดแปลน่าจะดีกว่า เพราะเรารู้ความหมาย ถ้าหากสวดเฉพาะภาษาบาลีอย่างเดียว จิตอาจจะยังไม่ลึกซึ้งในการสวด ถ้าหากยังไม่รู้ความหมาย

การรู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร พระธรรมเป็นอย่างไร พระสงฆ์เป็นอย่างไร เราจะน้อมกายใจปฏิบัติตาม

ถ้าหากต้องการให้จิตเป็นสมาธิ ควรจะอิ่มเอิบในความหมายของบทที่สวดนั้นด้วย สวดซ้ำไปซ้ำมา จิตก็จะเป็นสมาธิเอง

หรือตามระลึกนึกถึงบุญกุศล คุณงามความดีที่เราได้ทำในแต่ละวัน ลองใช้สติตรวจดูว่าวันหนึ่งเราได้ทำอะไรบ้าง อันเป็นสิ่งที่ดีงาม หรือหากวันหนึ่งไม่ได้ทำสิ่งที่ดีงามอะไรเลย ก็ให้นึกถึงบุญกุศลที่เราเคยทำไว้ จะทำไว้ตอนไหนก็ตามให้เรานึกถึงบุญกุศลนั้น ระลึกซ้ำๆอยู่อย่างนั้น รำลึกไปรำลึกมา จิตก็จะเป็นสมาธิเช่นเดียวกัน เพราะจิตจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้น

การทำจิตให้เป็นสมาธิแบบสมถะกรรมฐานนี้ กิเลสจะระงับลงตอนที่จิตเป็นสมาธิ หยุดทำสมาธิเมื่อไหร่ กิเลสก็เกิดขึ้นเหมือนเดิม ซึ่งไม่แน่นอน

เทวดากล่าวถึงสมาธิแบบสมถะกรรมฐาน มีความสุข มีความสงบก็จริง แต่ตัดกิเลสยังไม่ได้

ส่วนการทำจิตให้เป็นสมาธิแบบวิปัสสนากรรมฐานนั้น คือ

แบบพื้นฐานง่ายๆก่อน ให้ใช้สติดูการเคลื่อนไหวของร่างกายของเรา เช่นยืนเดินนั่งนอน แต่ละช่วงของการยืนเดินนั่งนอนนั้น กายไปถูกต้องอะไรบ้าง ก็พยามใช้สติดูกายที่เคลื่อนไหว กายไปถูกต้อง อันนั้นอันนี้ด้วย หากทำได้อย่างนี้ จิตก็จะเป็นสมาธิเช่นเดียวกัน

ละเอียดขึ้นมาอีก ใช้สติตามดูความคิด โดยเฉพาะการดูจิตที่เป็นทุกข์ จับความรู้สึกว่าทุกข์ที่มันกำลังเกิดขึ้น อย่าไปหลงเผลอถึงจิตที่มันอ้างว่าทุกข์เพราะเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้าเผลอไปคิดตามมัน สติก็จะตามไม่ทัน ก็จะเพลิดเพลินตามจิตที่เป็นทุกข์ที่มันกำลังอ้างนั้น การอ้างถึงเรื่องที่ทำให้ทุกข์นั้นก็คือการเกิดขึ้นของทุกข์นั่นเอง ยิ่งอ้างยิ่งทุกข์ หยุดอ้างเท่านั้นทุกข์ถึงจะหยุด

เมื่อสติจับความทุกข์ได้แล้ว ก็ใช้ปัญญาไตร่ตรองว่าความทุกข์คืออะไร หน้าตาของมันเป็นอย่างไรรูปร่างลักษณะรสชาติของมันเป็นอย่างไร ผลของจิตที่เป็นทุกข์เกิดขึ้นเป็นอย่างไร การใช้สติตามดูความคิดของจิตนี้อาจจะยากหน่อยสำหรับท่านที่ฝึกใหม่ๆ แต่ถ้าหากฝึกอยู่เรื่อยๆ สติจะทันจิตเอง

การที่สติจับความคิดของจิตได้ โดยเฉพาะจิตที่เป็นทุกข์นั้น ทุกขณะที่สติจับได้ สมาธิก็เกิดขึ้นทันที ยิ่งถ้าหากใช้ปัญญาพิจารณาความทุกข์ไปด้วย ความทุกข์ก็จะดับเอง ไม่ต้องทำอะไรมัน เพียงแค่ใช้ความเพียรประคับประคองสติให้เกิดขึ้น แล้วก็จ้องดูความทุกข์ การจ้องดูความทุกข์นั้น ก็คือการยกสติขึ้นการยกปัญญาขึ้น ความทุกข์มันก็จะดับเอง เพราะจิตมันเกิดขึ้นทีละดวง

การรู้รากเง่าของจิตที่เป็นทุกข์อย่างนี้ เราก็จะดับทุกข์ได้ง่าย การดับทุกข์ก็คือการให้สติเกิด ทุกขณะที่สติเกิด สมาธิก็จะเกิด เมื่อสมาธิเกิด ปัญญาก็จะพิจารณาทุกข์ได้ง่ายขึ้น ความทุกข์ก็ดับเอง

วิปัสสนากรรมฐานเมื่อทำได้ดีแล้ว กิเลสก็จะถูกทำให้อ่อนกำลังลงด้วยสติด้วยปัญญา เมื่อพิจารณาหนักขึ้นหนักขึ้น กิเลสก็จะถูกดับไปเลย

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับเทวดาหมายถึงสมาธิแบบวิปัสสนากรรมฐานนี้ ที่จะทำให้ตัดกิเลสได้

ส่วน การทำจิตให้เป็นสมาธิแบบที่สาม ซึ่งไม่ได้จัดไว้ในตำราแต่ก็เป็นวิธีการที่มนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้กำลังทำกันอยู่มาก

เช่นบางที่บางแห่งก็พยามกล่อมจิตด้วยการเปิดเพลงเบาๆ เปิดเสียงธรรมชาติ เปิดบทสวดมนต์เบาๆ จิตก็จะเคลิ้มกับความเบาอ่อนไหวนิ่มนวลของเสียงนั้น การที่จิตเคลิ้ม จดจ่ออยู่กับเสียงนั้นก็เป็นสมาธิเช่นเดียวกัน

วิธีการนี้จะพยายามหลีกเลี่ยงเสียงดังพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ปลุกพล่านด้วยบุคคล

หรือบางที่บางแห่งบางคน ก็พยายามจัดการสิ่งต่างๆที่คิดว่าเป็นอุปสรรคต่อการทำจิตให้เป็นสมาธิ เช่นหากมีคนทำเสียงดังเกิดขึ้น บางคนก็ไปขอร้องให้เขาทำเสียงเบาลง บางคนก็ไปต่อว่า ว่าเขาทำเสียงดัง บางคนก็โทษสถานที่ว่าเสียงดังเกินทำกรรมฐานไม่ได้ทำสมาธิไม่ได้

แบบที่สามดูเหมือนว่าจิตจะเป็นสมาธิ แต่เป็นสมาธิที่อ่อนไหว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเสียงดังเกิดขึ้น ก็จะโทษเสียงโทษคนที่ทำเสียง โทษสถานที่โทษบุคคลต่างๆไปทั่ว ยิ่งโทษจิตก็ยิ่งวุ่นวาย มันไม่ใช่เป็นความสงบที่แท้จริง เป็นเพียงหลอกหลอนจิตให้เคลิบเคลิ้มเท่านั้นเอง

แต่ถ้าหากเราใช้สติใช้ปัญญาเพิ่มขึ้น สมาธิแบบที่สามนั้น ก็จะเกื้อหนุนให้เกิดสมาธิแบบสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานได้ดีเช่นเดียวกัน หรืออย่างดีเยี่ยมเลย

เสียงธรรมชาติก็กล่อมจิตให้เบาสบายได้ เสียงเพลงเบาๆก็กล่อมจิตให้สบายได้

การทำกรรมฐานในสถานที่เสียงเบาเสียงไม่ดังเกิน จิตก็จะเหนื่อยน้อยลง เพราะไม่ต้องต่อสู้เพื่อให้สงบ คือไม่หงุดหงิดไม่โกรธไม่รำคาญ

หากว่าได้อยู่ในสถานที่ที่มีเสียงน้อยเสียงเบา การทำความเพียรก็มุ่งไปที่การกำหนดกรรมฐานอย่างเดียว สมาธิจิตก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ถ้าหากว่าไม่ใช้สติไม่ใช้ปัญญาเพิ่มกว่านั้น จิตก็จะถูกหลอกอยู่เพียงแค่เสียงเบาสบายเสียงที่จิตมันชอบแค่นั้นเอง เมื่อมีอะไรมารบกวน หน่อย ก็โกรธ โมโห ไม่ชอบ

สมาธิที่มุ่งหมายในพระพุทธศาสนาคือสมาธิแบบสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ส่วนสมาธิแบบที่สามนั้น หากเรายกจิตจากที่เบาสบายเคลิ้มอยู่นั้นขึ้นมาเป็นแบบสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานก็จะได้ประโยชน์มากมาย

สมาธิแบบสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน จะทำให้เราปลอดโปร่ง เบาสบาย เป็นอิสระภาพมาก โดยเฉพาะสมาธิที่เกิดด้วยสติปัญญานั้น จิตยิ่งจะมีอิสรภาพมาก เพราะไม่ตกอยู่ภายใต้กิเลส ไม่เป็นทาสของกิเลส

วิธีสำรวจจิตว่าเป็นสมาธิหรือไม่ให้ศึกษาลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิตามที่พระสารีบุตรเถระได้กล่าวไว้ในปีติสูตร ที่เคยกล่าวไว้ในบทก่อนๆ

สรุปย่ออีก ดังนี้

ขณะจิตเป็นสมาธิ เกิดปีติสุขนั้น ต้องเป็นปีติสุข อย่างที่ท่านพระสารีบุตรเถรกล่าวไว้ ดังนี้

๑. ไม่มีทุกข์ โทมนัสอันประกอบด้วยกาม

๒. ไม่มีสุขโสมนัสอันประกอบด้วยกาม

๓. ไม่มีทุกข์โทมนัสอันประกอบด้วยอกุศล

๔. ไม่มีสุขโสมนัสอันประกอบด้วยอกุศล

๕. ไม่มีทุกข์โทมนัสอันประกอบด้วยกุศล

อธิบายอีก

๑. ทุกข์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อันเป็นอกุศลดับ

๒. สุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อันเป็นอกุศลดับ

๓. ทุกข์ทางใจดับ

๔. สุขทางใจที่เป็นอกุศลดับ

๕. ทุกข์ทางใจ แต่เป็นทุกข์ที่เกิดจากการขวนขวายทำสิ่งที่ดีดับ

พวกเราทั้งหลายควรจะเรียนรู้วิธีการสำรวจจิตว่าเป็นสมาธิหรือไม่ตามหลักห้าประการนี้ ควรจดจำแล้วก็สำรวจตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าจิตเป็นสมาธิที่ถูกต้องหรือไม่

พวกเราทั้งหลายเกิดมาในชาตินี้ได้พบพระพุทธศาสนาได้พบธรรมะของพระองค์ โดยเฉพาะการทำกรรมฐานที่ถูกต้องดับกิเลสได้ หากเราไม่ฝึกวันนี้ ตายไปแล้วก็สูญเปล่า เสียดายเวลาเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแต่ไม่ได้อะไร ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากพระพุทธศาสนาเลย เกิดภพชาติต่อไปก็ทำตัวเหมือนเดิม ตกนรกหมกไหม้ซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือทุกข์แล้วซ้ำแล้วซ้ำอีก

ฝึกจิตด้วยสมถะกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐานไว้ อย่างน้อยให้เป็นนิสัยติดตัวไปถึงภพชาติต่อไป จิตที่ตั้งไว้ถูกต้อง ก็จะพาเราไปอยู่ในสถานที่ถูกต้อง เพิ่มบุญบารมีต่อ โดยเฉพาะกรรมฐาน ก็จะต่อ ยอดไปอีก

กรรมฐานเท่านั้น ที่จะหล่อหลอมจิตให้เดินทางถูกต้อง กรรมฐานเท่านั้นที่จะพาเราเข้าใกล้พระพุทธเจ้าในภพต่อๆไป ส่วนบุญอย่างอื่น ไม่แน่นอน รับประกันไม่ได้

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ชนเหล่าใดบรรลุฌาน (มีจิตเป็นสมาธิ)

(แล้ว)ไม่ประมาท (หมั่นทำอยู่เสมอก็จะ)ละกิเลสได้

ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่ง(คือพระนิพพาน)

เหมือนปลาหลุดจากข่ายได้แล้ว ก็ว่ายไป(อย่างมีความสุข) ฉะนั้น

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=15&siri=92

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar