Buddhadhamma Tepitaka Dutiyavaddhisutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Dutiyavaddhisutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Dutiyavaddhisutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Dutiyavaddhisutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่องทุติยวัฑฒิสูตร

สิ่งที่เป็นประโยชน์และประเสริฐที่สุดจากร่างกายนี้

ธรรมมะวันนี้ เหมือนธรรมะที่กล่าวแล้วในวันก่อนทุกประการเพียงแต่วันนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงอริยสาวิกาคืออุบาสิกาที่ประเสริฐ

เหตุที่ต้องกล่าวถึงธรรมะเรื่องคล้ายกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแก้ข้อผิดพลาดอันเกิดขึ้นจากผู้เขียนเอง กล่าวคือธรรมะข้อที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องศีล คำธิบายที่เกินออกมานั้นจับประเด็นไม่ได้ ผู้เขียนตามแก้คำพูดของตัวเอง แต่มองไม่เห็นจริงๆ ต้องขอภัยเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดเป็นกรรมที่ไม่ดีติดผู้เขียนจึงต้องลงอีกครั้งหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเตือนให้พวกเราเห็นประโยชน์ที่ควรยึดถือเอาจากร่างกายนี้ ก่อนที่ร่างกายนี้จะดับสลายไป เพราะหากดับแล้ว ยากนักที่ทำอะไรได้อีก

ประโยชน์ ๕ ประการที่เราควรจะได้จากร่างกายนี้คือ

๑. ศรัทธา ความเชื่อ

๒. ศีล การรักษากายวาจาให้งดงาม

๓. สุตะ การใฝ่รู้อยู่เสมอ การแสวงหาความรู้อยู่เสมอ

๔. จาคะ ฝึกเป็นคนที่เสียสละอยู่เสมอ

๕. ปัญญา ฝึกคิดตามเหตุตามผลตามปัจจัยที่มันเป็น ไม่ใช่การคิดเอา แต่เป็นการมองตามความเป็นจริง

ผู้ใดฝึกตัวเองให้เป็นคนอย่างนี้ชื่อว่า ถือเอาสิ่งที่เป็นสาระและถือเอาสิ่งที่ประเสริฐที่สุดจากร่างกายนี้

อธิบายธรรมะ

กายของเรานี้ อย่างไรต้องดับสลายแน่นอน เพราะฉะนั้น หากเราไม่พากายทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดีงามแล้ว กายนี้เองก็จะเจ็บปวด ทุกข์ทรมานแล้วก็ดับไป

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงบอกให้เราฝึกตัวเองเพื่อเอาประโยชน์สาระจากกายนี้ เพื่อให้กายนี้เป็นสุขขณะปัจจุบันนี้ และดับไปพร้อมกับความสุข

วิธีฝึกเพื่อยึดเอาประโยชน์จากกายนี้ ดังนี้

๑. ศรัทธา

ความเชื่อ ความเลื่อมใส ความเต็มใจ เป็นความรู้สึกเบื้องต้นก่อนที่จะทำอะไร เราต้องมีศรัทธาก่อน มีความเชื่อ มีความมั่นใจในสิ่งที่อยากจะทำ หากไม่มีศรัทธา มันก็ไม่อยากที่จะทำอะไร เพราะฉะนั้น การที่เราได้ทุ่มเทชีวิตทำสิงใดสิ่งหนึ่งไปนั้น ล้วนเกิดจากศรัทธาทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราศรัทธาในเรื่องอะไร เราศรัทธาที่จะทำอะไร แต่ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำกัดศรัทธาด้วยธรรมะสี่ข้อข้างล่าง เพื่อให้ใช้ศรัทธาในทางงดงาม โดยเฉพาะศรัทธาในพระรัตนตรัย

๒. ศีล

เป็นกฎพื้นฐานในการที่จะควบคุมมนุษย์ทั้งหลายให้อยู่ด้วยกันอย่างปลอดภัยไร้อันตรายทั้งหลายทั้งปวง และยิ่งกว่านั้น ศีล หมายถึงกฎหมาย กฎเกณฑ์กติกา กฎระเบียบต่างๆ เพราะทุกที่ทุกแห่งย่อมมีกฎเกณฑ์กติกาของตัวเองของสถานที่แห่งนั้นทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราเคารพกฎเกณฑ์กติกาเหล่านั้นด้วย ชีวิตของเราก็จะงดงามปลอดภัยและมีความสุข

๓. สุตะ

ฝึกเป็นคนที่ใฝ่รู้ ใฝ่เห็น อยากรู้อยากเห็นอยู่เสมอ ความรู้คือข้อมูลในการดำเนินชีวิต ชีวิตที่ไม่มีข้อมูลในการทำอะไร มันก็จะสะเปะสะปะไปเรื่อยเปื่อย เพราะฉะนั้นข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการใช้ชีวิต

การรู้จักเก็บข้อมูล การรู้จักใช้ข้อมูล เป็นสิ่งที่จำเป็น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ชีวิตของเราไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปวันหนึ่งๆ โดยที่ไม่เก็บสะสมข้อมูล ที่สำคัญ ต้องรู้จักเลือกสรรข้อมูลด้วย ข้อมูลที่ดีมีประโยชน์ควรเก็บ ส่วนข้อมูลที่ไม่ดี ควรรู้เฉยๆ รู้เพื่อระมัดระวังไม่ใช่รู้ข้อมูลที่ไม่ดีเพื่อทำตัวให้เป็นคนเลวร้าย ให้ตัวเองเป็นคนทำอะไรตามกิเลส ข้อมูลอย่างนี้เป็นข้อมูลที่เพิ่มพูนอกุศลจิต เป็นข้อมูลที่ทำร้ายตัวเอง ที่ว่าทำร้ายตัวเอง เพราะมันรู้แต่เรื่องที่ทำให้ตนเป็นทุกข์ทั้งปัจจุบันและอนาคต

๔. จาคะ

การทำประโยชน์ต่อสังคม เสียสละตัวเองเพื่อสังคม การเสียสละตัวเองเพื่อสังคม การช่วยเหลือสังคมเป็นการทำตัวเองให้ผ่อนคลายอย่างหนึ่ง เพราะชีวิตทุกคนที่เป็นทุกข์นั้น ส่วนใหญ่ก็คิดทำสิ่งต่างๆเพื่อตัวเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงเครียด แต่ถ้าหากเราฝึกตัวเองให้เป็นคนที่เสียสละเสมอ เช่นเสียสละวัตถุสิ่งของ เสียสละความสุขสบายส่วนตัว รวมทั้งเสียสละอารมณ์ ล้วนแต่เป็นการสร้างตัวเองให้มีความสุขทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการเสียสละเท่านั้นถึงจะทำให้เราเห็นหนทางแห่งความสุขอย่างถูกต้องได้

ขอบเขตการเสียสละมีแค่ไหน ขนาดไหน ขึ้นอยู่กับปัญญา ปัญญานั้นจะควบคุมศรัทธา ศีล สุตะ จาคะให้ถูกต้องงดงาม

๕. ปัญญา

ปัญญาไม่ใช่ความรู้ แต่ปัญญาเป็นตัวที่ใช้ความรู้ คนที่ไม่สะสมความรู้ ไม่เก็บความรู้ ปัญญาก็จะไม่เกิด เพราะปัญญาไม่มีอะไรคิด หากมีข้อมูลให้ปัญญาใช้ ปัญญาก็จะเอาข้อมูลนั้นพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการที่มีข้อมูลให้ปัญญาคิด ปัญญาจะสร้างความรู้ใหม่ๆให้เกิดขึ้นอยู่ตลอด

ปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาที่รู้เหตุผลตามความเป็นจริงของธรรมชาติ มันไม่ใช่การคิดเอา จินตนาการเอา จินตนาการเอานั้นมันเป็นกิเลส คิดผิดก็ได้ คิดถูกก็ได้ แต่ปัญญาตัวนี้ เมื่อคิดตามเหตุตามผลของกฏธรรมชาติเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดผิด ถ้าคิดผิดก็เพราะว่าไม่ได้ใช้ปัญญาตัวนี้ มนุษย์ทั่วไปที่ประกอบด้วยกิเลสย่อมถูกกิเลสใช้เสมอ จึงคิดผิดบ้างถูกบ้าง

คนที่ฝึกตัวเองด้วยหลักการฝึกชีวิตอย่างนี้ ย่อมได้ความสุขแน่นอน ไม่เสียชาติเกิดที่เป็นมนุษย์ ส่วนคนที่ทำตนตรงกันข้ามกับหลักการนี้ ก็น่าเสียดายที่เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ไม่สามารถรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้ สุดท้ายกายมนุษย์ที่ได้นี้ ก็จากไปพร้อมกับความทุกข์

มนุษย์ทุกตัวตน มีพลังพร้อมเหมือนกันหมด จะต่างกันก็เพียงว่าใครกล้าฝึกตัวเอง ใครกล้าสู้กับกิเลสตัวเอง คนกล้าคือคนที่เห็นเวลาของร่างกายมีจำกัด นอกจากจำกัดแล้ว ท้ายๆเวลาของชีวิตที่เป็นคนแก่ แม้จะมีอายุนาน มันก็ใช้ประโยชน์จากร่างกายที่แก่นั้นได้น้อย เพราะใช้ยากและลำบาก คนกล้าจึงไม่ประมาท รีบฝึกตัวเองด้วยหลัก ๕ ประการข้างต้นนี้ทันที เราต้องใช้ประโยชน์จากร่างกายนี้ตอนที่ยังแข็งแรง อย่ามัวหลงปล่อยให้ร่างกายนี้ เป็นทาสของความทุกข์ มันจะทุกข์ด้วยเรื่องอะไรก็ตาม มันก็คือความทุกข์ ไฟที่ไหม้น้ำหอม ไหม้ดอกไม้ ไหม้เงินทอง มันก็ร้อนเหมือนไฟที่ไหม้กองขยะ ไหม้สิ่งสกปรก เหมือนกัน คือร้อนเหมือนกัน

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=22&siri=64

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar