Buddhadhamma Tepitaka Gabbinisutta 1_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Gabbinisutta 1_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Gabbinisutta 1_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Gabbinisutta 1_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง คัพภินีสูตร

เมื่อไม่มีสติปัญญา ก็จะถูกจิตหลอก

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ภรรยาของปริพาชกคนหนึ่ง เป็นมาณวิกา

วัยสาวมีครรภ์แก่ใกล้คลอด ครั้งนั้น นางปริพาชิกานั้นได้กล่าวกับปริพาชกนั้น

ดังนี้ว่า “พราหมณ์ ท่านจงไปหาน้ำมันมาเตรียมไว้ เพื่อให้ดิฉันใช้ในเวลาคลอด”

เมื่อนางปริพาชิกากล่าวอย่างนี้ ปริพาชกนั้นจึงกล่าวกับนางปริพาชิกาดังนี้ว่า

“แม่นาง ฉันจะนำน้ำมันมาจากที่ไหนเล่า”

นางย้ำอยู่อย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง

สมัยนั้น เจ้าหน้าที่พระคลังได้ถวายเนยใสบ้าง น้ำมันบ้าง ในท้องพระคลัง

ของพระเจ้าปเทนทิโกศล แก่สมณะบ้าง แก่พราหมณ์บ้าง ให้ดื่มจนพอ แต่ไม่ให้เอาออกไปนอกพระคลัง

ครั้งนั้น ปริพาชกนั้นคิดว่า “เจ้าหน้าที่พระคลังได้ถวายเนยใสบ้าง น้ำมันบ้าง ในท้องพระคลังของพระเจ้าปเสนทิโกศล แก่สมณะบ้าง แก่พราหมณ์บ้างให้ดื่มจนพอ แต่ไม่ให้เอาออกไปนอกพระคลัง

เราน่าจะไปท้องพระคลังของพระเจ้า

ปเสนทิโกศล ดื่มน้ำมันจนพอ แล้วกลับมาเรือน จักสำรอกน้ำมันออกมาเตรียมไว้ให้นางปริพาชิกาในเวลาคลอด”

ดังนั้นแล้ว ปริพาชกผู้นั้น จึงได้ไปยังท้องพระคลังของพระเจ้าปเสนทิโกศล ดื่มน้ำมันจนพอแล้วกลับมาเรือน แต่ไม่สามารถสำรอกออกทางปากได้ อีกทั้งไม่สามารถนำถ่ายออกได้ เขาจึงได้รับทุกขเวทนากล้าแข็ง เจ็บปวด เผ็ดร้อน จึงกระสับกระส่าย นอนกลิ้งไปกลิ้งมา

วันนั้น ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร

เสด็จเข้าไปเพื่อบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ได้ทอดพระเนตรเห็นปริพาชกนั้นได้รับ

ทุกขเวทนากล้าแข็ง เจ็บปวด เผ็ดร้อน กระสับกระส่าย นอนกลิ้งไปกลิ้งมา

เมื่อทรงทราบดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงเปล่งอุทานนี้ว่า

คนทั้งหลายผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

ย่อมเป็นผู้มีความสุขจริงหนอ

ก็คนทั้งหลาย ที่เป็นผู้จบเวท(บรรลุพระอรหัตแล้ว) ชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

ท่านจงดูคนที่มีกิเลสเครื่องกังวลกำลังเดือดร้อนอยู่เพราะคนที่มีความผูกพันกับคนอื่นย่อมเดือดร้อน

อธิบายธรรม

นักบวชศาสนาฮันดูคณะนี้มีครอบครัวได้ เมื่อภรรยาจะคลอดมีความจำเป็นจะต้องใช้น้ำมัน จึงให้สามีปริพพาชกไปหาเตรียมไว้ ซึ่งก็หาได้ยากพอสมควร แต่โชคดีที่พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงบำเพ็ญบุญทานกับทุกศาสนาในสมัยนั้น โดยการให้น้ำมันบ้าง เนยใสบ้างแก่สมณพราหมณ์ ให้ดื่มแค่อิ่ม ไม่ให้ตุนไว้ ไม่ให้เอาออกไปข้างนอก

ปริพพาชกนี้ เห็นวิธีนี้วิธีเดียวที่จะได้นำ้มันไว้ให้ภรรยาในวันคลอดได้ แต่ต้องลงทุนหน่อย

วางแผนไว้ว่าจะดื่มให้อิ่มเต็มทอง อมไว้ในปากแล้วมาคายออกและสำรอกออกจากท้องด้วย

ปริพพาชกทำได้ตามแผน แต่แผนสุดท้าย มันไม่เป็นไปตามที่คิด เพราะน้ำมันที่ดื่มอิ่มแป้จนถึงคอนั้น เวลาสำรอกออก แต่มันไม่ออก จะถ่ายก็ไม่ออก จะคายก็ไม่ออก มันก็เลยอึดอัด หายใจไม่ค่อยสะดวก เพราะน้ำมัน มันดันตันที่ลำคอ ตาเหลือกตาลาน ทุกข์ทรมาน นอนกลิ้งไปกลิ้งมา ก็ไม่ออก

เช้าวันนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปบิณฑบาตทางนั้นพอดี เห็นปริพ-พาชกนอนดิ้นทุรนทุราย จึงทรงตรัสธรรมบอกภิกษุสงฆ์ทั้งหลายว่า

คนไม่มีกิเลสเครื่องกวนใจมีความสุขจริงหนอ

คนผู้จบเวท (คำว่า “เวท” ตรัสอย่างนี้เพื่อให้เข้ากับศาสนาพราหมณ์ แต่ในที่นี้หมายถึงบรรลุพระอรหันต์)ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลกวนใจ

เธอจงดูคนมีกิเลสเครื่องกังวลกวนใจเดือดร้อนอยู่ เพราะความเกี่ยวข้องกับผู้อื่นจึงเดือดร้อน

อธิบายคาถา

ปริพพาชกมีกิเลสจึงเป็นทุกข์ เพราะกิเลสมันคิดว่า ดื่มน้ำมันไปให้อิ่มเยอะๆ จะได้ปริมาณน้ำมันที่เยอะๆ กิเลสไม่ได้สนใจว่า น้ำมันมีน้ำหนักเป็นอย่างไร การระบายตัวของน้ำมันเป็นอย่างไร ดื่มในปริมาณที่มากเกินไปจนร่างกายรับไม่ไหว จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะดื่มจนไม่เว้นช่องว่างให้ลมเดินได้บ้างจะเป็นอย่างไร กิเลสมันไม่คิด มันคิดไม่เป็นเพราะไม่ใช่หน้าที่ของมันที่จะคิดอย่างนี้

การคิดเรื่องปริมาณของร่างกาย พลังหรือศักยภาพของร่างกายเป็นเรื่องของปัญญา เป็นปัญญาที่เป็นสันโดษ ปัญญาแบบสันโดษคือปัญญาที่รู้ปริมาณ รู้พลัง รู้ศักยภาพ รู้ความสามารถของตน เช่นรู้ว่า กระป๋องที่จุสิ่งของได้ ๕ กิโลกรัม เวลาใส่สิ่งของเราก็ใส่ในปริมาณ ๕ กิโลกรัม เวลายก เวลาหิ้วก็สะดวก เพราะได้ปริมาณพอดี และสามารถใช้งานได้นาน เพิ่มปริมาณของสิ่งของครั้งละ ๕ กิโลกรัม ก็จะได้ปริมาณเยอะเอง อีกทั้งไม่เหนื่อย แต่หากจุเกินกำลังของมัน ก็จะทำให้กระป๋องนั้นพังเสียหายเร็ว ประโยชน์ก็จะเสีย มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความจนซ้ำซาก

คนส่วนใหญ่ชอบทำอะไรตามใจ คือกิเลส เหมือนปริพพาชกคนนี้ คิดเอง เออเอง ถูกเอง คนคิดอะไรด้วยกิเลส มักเข้าข้างตนเองเสมอ เขาถูกเสมอ เขาดีเสมอ ใครบอกใครเตือนก็ไม่ค่อยเชื่อฟัง ถึงฟังแต่ไม่ปฏิบัติตาม เพราะเขาคือคนที่ทำอะไรถูกต้องเสมอนั่นเอง หากไม่ทุกข์ปางตายจริงๆ ก็ไม่สำนึกเลย

มีคนมากมาย ทำงานจนกายพัง ถึงขนาดนั้น ก็ยังคิดว่า ยังขยันไม่พอ ยังคิดว่าคนโน้นคนนี้ยังลำบาก เราต้องช่วยเขา หรือเราต้องทำงานให้เสร็จไม่อย่างนั้นอย่างนั้นจะเกิดปัญหา นี้แหละเพราะเกี่ยวข้องกับผู้อื่น จึงเป็นผู้เดือดร้อน เป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด

เราไม่ทำอะไรตามกำลังสันโดษ แต่เราสร้างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนอื่นไว้มากมาย จนไม่เป็นตัวของตัวเอง เราถูกความสัมพันธ์ที่ตนเองสร้างเอง จนหมดอิสระภาพ เป็นอันว่าเราทำงานเพื่อให้คนอื่นถูกใจบ้าง ทำงานเพื่อให้โดดเด่นบ้าง ทำงานเพื่อหน้าตาบ้าง ทำงานเพื่อใช้หนี้บ้าง ทำงานเพื่อเกียรติยศบ้าง เราไม่เคยทำงานด้วยพลังปัญญาแห่งสันโดษเลย เราก็เลยไม่รู้จักความสุขที่แท้จริงของชีวิต

การเป็นอิสระที่แท้จริงของชีวิตคือ การหมดสิ้นซึ่งกิเลส จะมีอิสระมาก มีความสุขมาก แต่เรามีกิเลส เรายังทำตามกิเลสอยู่จึงหมดอิสระภาพในชีวิต

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ท่านจงดูคนที่มีกิเลสเครื่องกังวลกำลังเดือดร้อนอยู่เพราะคนที่มีความผูกพันกับคนอื่นย่อมเดือดร้อน

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=25&siri=51

……weiter mit Wat Dhammavihara Hannover

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar

Deine E-Mail-Adresse wird nicht veröffentlicht. Erforderliche Felder sind mit * markiert.

Diese Website verwendet Akismet, um Spam zu reduzieren. Erfahre mehr darüber, wie deine Kommentardaten verarbeitet werden.