Buddhadhamma Tepitaka Ghatasutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Ghatasutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Ghatasutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Ghatasutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง ฆฏสูตร

ความงามแห่งคุณธรรมของพระอัครสาวกทั้งสอง

กาลเวลาหนึ่ง พระเถรทั้งสอง พักอยู่ในห้องเดียวกัน เพราะห้องพักในวัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ถูกพระภิกษุสงฆ์จับจองเป็นเจ้าของห้องพักเต็มหมดแล้ว กลางวัน ต่างคนต่างอยู่ ตกกลางคืน ก็กั้นม่านไว้แด่พระเถระทั้งสอง

วันหนึ่ง พระสารีบุตรเถระ เห็นสีหน้าท่านพระโมคคัลลานะผ่องใส อิ่มเอิบ จึงถามว่า ท่านอยู่ด้วยธรรม (พิจารณาธรรม)ที่ละเอียดหรือ จึงมีหน้าอิ่มเอิบผ่องใสยิ่งนัก

ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กล่าวว่า ไม่ได้อยู่ด้วยธรรมอันละเอียดอะไร เพียงแต่วันนี้ ได้สนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระสารีบุตรสงสัยว่า สนทนาได้อย่างไร ก็ในเมื่อตอนนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี อยู่ตั้งไกล ท่านไปหาพระองค์ด้วยฤทธิ์ หรือว่าพระองค์เสด็จมาหาท่านด้วยฤทธิ์

พระโมคคัลลานเถระ บอกว่า ผมไม่ได้ไปหาพระองค์ด้วยฤทธิ์ ทั้งพระพุทธองค์ก็ไม่ได้มาหาผมด้วยฤทธิ์ แต่ผมใช้ตาทิพย์ หูทิพย์ไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้วสนทนาธรรมกับพระองค์ว่าอย่างไร พระสารีบุตร ถาม

สนทนาเรื่องความเพียร ผมถามพระองค์ว่า ขนาดไหนจะวัดได้ว่า เป็นการทำความเพียร

พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสว่า ผู้ที่มุ่งมั่นว่า แม้เลือดและเนื้อในร่างกายจะเหือดแห้งไป จะเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตาม หากยังไม่บรรลุผล (อรหัตตผล) ที่มนุษย์สามารถบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ด้วยความบากบั่นแล้ว ก็จะไม่หยุดที่จะเพียรพยายามต่อไป

พระสารีบุตรปลื้มใจในฤทธิ์ของท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ จึงกล่าวถ่อมตนแบบสุดๆว่า ฤทธิ์ของท่านยิ่งใหญ่เท่าภูเขาหิมพานต์ ส่วนฤทธิ์ของผมเท่ากับก้อนหินเล็กๆที่เขาเอาไปวางไว้เคียงข้างภูเขาหิมพานต์นั้น

พระโมคคัลลานเถระ ก็กล่าวถ่อมตัวแบบสุดๆเหมือนกันว่า ปัญญาของท่านยิ่งใหญ่เหมือนหม้อเกลือใหญ่เท่าจักรวาล ส่วนปัญญาของผมเหมือนเม็ดเกลือเล็กๆที่เขาหยิบไปวางไว้ใกล้ๆหม้อเกลือนั้น

พระเถระทั้งสอง สนทนากันอย่างนี้ ด้วยจิตที่เบิกบาน อิ่มเอิบในธรรมของกันและกันอย่างนี้ ทำให้ลูกศิษย์ของท่านมีความสุขไปด้วย ทำให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นสุขไปด้วย

คนมีใจเป็นธรรมะ เอาธรรมะคือใจนั้นสนทนากัน เพราะใจของท่านเป็นกุศลจิตเท่านั้น มีแต่ความงาม ความเบิกบาน ความสุขโสมนัส ยิ่งสนทนากันก็ยิ่งมีความสุข

พวกเรา ถึงไม่ใช่พระอรหันต์ กุศลจิตไม่เกิดตลอดเวลาเหมือนพระอรหันต์ แต่หากเราพยายามฝึกให้สติปัญญาเกิดบ่อยๆ เราก็จะควบคุมอกุศลจิตได้ เราก็จะสามารถคุยกัน สนทนากันด้วยกุศลจิตได้ เช่นกัน หากเราคุยกัน สนทนากันด้วยกุศลจิต จะมีแต่ความสุข ความเบิกบานใจ หากคุยการแก้ปัญหา เราจะเห็นปัญหาอย่างแจ่มแจ้ง เราจะช่วยกันหาข้อพกพร่อง และช่วยกันหาข้อที่สมบูรณ์ แล้วเราจะปฏิบัติร่วมกันในข้อที่เราสรุปตกลงกัน

หากให้กิเลสออกหน้าคุยกัน มันทะเลาะกันตั้งแต่ยังไม่เจอหน้ากัน

นึกถึงท่านที่บริสุทธิ ใจงาม อย่างท่านพระอัครสาวกทั้งสองแล้ว พลอยอิ่มเอิมตามท่าน นึกถึงคนดีแล้ว เราจะอิ่มเอิบตามคนดี การนึกถึงความดีบ่อยๆ ใจของเราจะยึดความดีเป็นอารมณ์ของจิต แล้วจิตของเราจะพลอยดีไปด้วย

ชีวิต คือเรานี้ ถูกกิเลสใช้มานานจนนับภพชาติไม่ได้แล้ว เพราะเราไม่รู้ดีรู้ชั่ว แต่ชาตินี้ เราได้เจอพระพุทธศาสนา เจอพระพุทธเจ้าคือธรรมะ เราควรยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ ปล่อยให้หมู่มนุษย์ที่เขาเพลิดเพลินกับการถูกกิเลสใช้ไปตามกิเลสของเขา เราฝึกตนตามธรรมของพระพุทธเจ้าดีกว่า แล้วเราก็จะสัมผัสรสแห่งธรรม จะคุยธรรม และอยู่กับธรรมอย่างมีความสุข เหมือนพระอรหันต์ทั้งหลาย

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=16&A=7246&Z=7292

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar