9

Buddhadhamma Tepitaka Kamasutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Kamasutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Kamasutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Kamasutta_mixdown

 

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง กามสูตร

เป็นไปไม่ได้ที่จะได้อย่างที่ต้องการทุกประการ

พราหมณ์คนหนึ่ง มีบ้านอยู่ระหว่างพระนครสาวัตถีกับพระวัดเชตวันมหาวิหาร ฤดูกาลนี้ เขาจะหว่านข้าวเหนียวบนที่นาของเขาซึ่งอยู่ระหว่างพระนควรสาวัตถีกับวัดเชตวัน

ระหว่างที่เขากำลังไถนาเพื่อหว่านข้าวเหนียวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับพระมหาเถระมากมายเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี ทรงทราบว่า ข้าวเหนียวที่สุกแล้วของพราหมณ์จะเสียหาย ทรงเห็นอุปนิสัยที่จะบรรลุโสดาบันของพราหมณ์ในวันที่เขาเศร้าโศก

แต่วันที่เขาเศร้าโศก เขาจะไม่สนใจฟังธรรมเลยเพราะเขามัวแต่บ่นพร่ำเพ้อถึงความเสียหาย พระพุทธองค์ทรงเห็นดังนั้น จึงทรงดำริว่า จะต้องทำให้เขาคุ้นเคยเลื่อมใสตั้งแต่วันนนี้เป็นต้นไป เมื่อดำริดังนี้แล้ว จึงทรงแวะไปทักทายพราหมณ์ที่กำลังไถนาอยู่นั้นว่า “พราหมณ์ท่านจะทำอะไรหรือ?”

เพียงแค่แวะทักทาย แต่พราหมณ์นั้น มีพลังใจมาก ตื่นเต้นดีใจ ไม่คิดว่าพระพุทธเจ้าผู้ทรงสูงส่งขนาดนั้น จะทักทายตนซึ่งเป็นเพียงแค่คนธรรมดาจนๆ คนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ไถนา จะหว่านข้าวเหนียว พระเจ้าข้า”

พระมหาเถระ มีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานเถระ ทั้งพระมหาเถระอื่นๆก็ทักทายพราหมณ์เหมือนกัน พราหมณ์ดีใจมาก ที่พระเถระทั้งทักทายตน

วันที่ข้าวกล้ากำลังเขียวชอุ่ม งดงามมาก พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็แวะเข้าไปทักทายพราหมณ์ ถามถึงความสมบูรณ์ของข้าวกล้า

พราหมณ์ก็ดีใจ ก็เลยได้สัญญาพระพุทธเจ้าว่า “หากข้าวเหนียวยังสมบูรณ์อย่างนี้อยู่ จะแบ่งข้าวถวายพระองค์ด้วย”

ผ่านไป ๔ เดือน ข้าวเหนียวสุกเรียบร้อย ขณะที่พราหมณ์กำลังคิดว่า จะเกี่ยวข้าววันนี้ หรือพรุ่งนี้ดีหนอ เย็นวันนั้น เมฆตั้งเค้าใหญ่โต พอตกกลางคืน ฝนก็ตกหนักมากทั้งคืน น้ำท่วม แม่น้ำอจิรวดีก็เอ่อล้นถึงนาของพราหมณ์ พัดเอาข้าวไปหมดไม่มีเหลือ

ขณะที่ฝนตกหนัก พราหมณ์ก็เครียดมากแล้ว นอนไม่หลับ พอเช้าตรู่ก็รีบไปดูนาข้าวเหนียว เห็นดังนั้น แทบล้มทั้งยืน เกือบ ๖ เดือนที่รอคอย กำลังจะเกี่ยวข้าวที่งดงามสมบูรณ์อย่างดีอยู่แล้ว ก็หายวับไปเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง กลับบ้านด้วยความเศร้าสร้อย

เช้าตรู่วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่า ถึงเวลาที่จะแสดงธรรมให้พราหมณ์ฟังแล้ว จึงเสด็จไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี แล้วทำทีแวะไปหาพราหมณ์

พราหมณ์เห็นดังนั้น ก็คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าคงจะมาให้กำลังใจตนที่กำลังทุกข์อยู่แน่แท้ จึงทูลนิมนต์ให้ประทับนั่งบนอาสนะที่ตนปูแล้ว

พระพุทธองค์ ก็ทรงตรัสถามว่า “พราหมณ์ ท่านดูท่าทางเป็นทุกข์ ท่านเป็นทุกข์ด้วยเรื่องอะไรหรือ”

พราหมณ์ จึงได้กราบทูลเรื่องนาของตนที่น้ำพัดไปหมดสิ้น ไม่เหลืออะไรเลย หมดสิ้นทุกอย่าง

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบอัธยาศัยของพราหมณ์และธรรมเทศนาที่เหมาะแก่เขาแล้ว จึงตรัส ดังนี้

ถ้าว่าวัตถุกามจะสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนาอยู่ไซร้ สัตว์ปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้นแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้มีใจเอิบอิ่มแน่แท้

ถ้าเมื่อสัตว์นั้นปรารถนาอยู่ เกิดความอยากได้แล้ว กามเหล่านั้นย่อมเสื่อมไปไซร้ สัตว์นั้นย่อมย่อยยับเหมือนถูก

ลูกศรแทง ฉะนั้น

ผู้ใดงดเว้นกามทั้งหลาย เหมือนอย่าง

บุคคลเว้นศีรษะงูด้วยเท้าของตน ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมก้าวล่วงตัณหาในโลกนี้ได้ นรชนใดย่อมยินดีกามเป็นอันมาก คือนา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาสกรรมกร เหล่าสตรีและพวกพ้อง กิเลสทั้งหลายอันมีกำลังน้อย ย่อมครอบงำย่ำยีนรชน

นั้นได้

อันตรายทั้งหลายก็ย่อมย่ำยีนรชนนั้น แต่นั้นทุกข์ย่อมติดตามนรชนผู้ถูกอันตรายครอบงำ เหมือนน้ำไหลเข้าสู่

เรือที่แตกแล้ว

ฉะนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์พึงเป็นผู้มีสติ

ทุกเมื่อ งดเว้นกามทั้งหลายเสีย สัตว์ละกามเหล่านั้นได้แล้วพึงข้ามโอฆะได้เหมือนบุรุษวิดเรือแล้วพึงไปถึงฝั่ง ฉะนั้น ฯ

ขอแปลใหม่เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

ถ้าคนได้วัตถุสิ่งของที่ตนปรารถนาทุกอย่าง ย่อมอิ่มเอิบใจแน่นอน แต่หากสิ่งที่ได้อย่างปรารถนานั้นเสื่อมไป ต้องเป็นทุกข์ย่อยยับเจ็บปวดแน่นอน เหมือนถูกศรแทงกลางใจฉะนั้น

คนมีสติใช้สิ่งของที่ได้นั้นอย่างระมัดระวัง ก็จะพ้นจากตัณหาได้(ไม่อยู่ภายใต้ตัณหา) เหมือนคนเดินเจองูแล้วหลีกเดินไปทางหางแทน (ก็จะไม่ถูกฉก)

คนที่หลงเพลิดเพลินในกาม คือ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส กรรมกร หญิง(ชาย)และพวกพ้อง กิเลสแม้มีกำลังอ่อนก็ครอบงำย่ำยีคนหลงนั้นได้(ซึ่งอ่อนแอปัญญา) ผู้นั้นย่อมทำชั่ว(อันตรายแก่ตน)มากมาย ความทุกข์ก็เกิดแก่คนที่ทำชั่วนั้น เหมือนน้ำรั่วเข้าเรือที่แตก (ต้องค่อยๆจมน้ำ)ฉะนั้น

ดังนั้น คนควรมีสติเสมอ งดเว้น(ไม่หลง)ในกาม(วัตถุที่น่าปรารถนา)เสีย เมื่อละกามเหล่านั้นได้แล้ว ก็จะข้ามห้วงน้ำได้ เหมือนคนวิดน้ำออกจากเรือแล้วไปถึงฝั่งได้ ฉะนั้น

อธิบายธรรมในพระคาถา

แทบทุกชีวิตในโลกนี้ หรือโลกอื่น ในจักรวานอื่นๆ ต่างก็ดิ้นรนแสวงหาวัตถุกามกันทั้งนั้น ได้อย่างที่ต้องการบ้าง ไม่ได้บ้าง ซึ่งหากมนุษย์อยากได้อะไรแล้วก็ได้อย่างนั้นทุกอย่าง ก็คงจะผิดธรรมชาติ แต่เพราะเราไม่เข้าใจว่าธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ เราก็เลยต้องทุกข์

เกิดกี่ครั้งๆ จนนับภพชาติที่เราเกิดไม่ได้ เราก็ยังดิ้นรนแสดงหาแบบเดิม เหมือนเดิม ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ชาตินี้ เราก็ทำเหมือนชาติที่แล้ว หากชาตินี้เราไม่เปลี่ยนนิสัยการดิ้นรนหา ชาติต่อไปเราก็ทำซ้ำแบบเดิมอีก

เพราะเราไม่มีปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรมชาติ กิเลสเล็กๆ ก็กลายเป็นกิเลสใหญ่ได้ ย่ำยีคนโง่ได้ พาคนโง่แย่งชิง เบียดเบียน คดโกง เป็นกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เพื่อวัตถุกามเหล่านั้น สนองความอยากคือตัณหาแค่นั้น ทั้งที่ความจริงเราก็จะต้องตายไปจากวัตถุกามเหล่านั้นแน่นอน หรือวัตถุกามนั้นต้องเสื่อมจากเราแน่นอน เราจึงทุกข์ทรมานกับการหา การมี การเสื่อมไปของวัตถุกามเหล่านั้นซ้ำซาก เราเจ็บปวดซ้ำซาก เราเหมือนคนเดินเข้าหาหัวงู แล้วให้งูกัดให้งูฉกซ้ำซาก เจ็บปวดซ้ำซาก แต่ไม่เคยจำความเจ็บปวด

หรือเรา เหมือนคนนั่งเรือรั่วซ้ำซาก ไม่เคยอุดรูรั่วของเรือ ไม่เคยซ่อมเรือ ไม่เคยวิดน้ำออกจากเรือ ก็ทนนั่งทั้งที่เรือเต็มไปด้วยน้ำ หรือจมน้ำไปแล้ว แต่เราก็ยังพายเรือที่เต็มไปด้วยน้ำ มันจะถึงฝั่งได้อย่างไร

ทำไมเราคิดไม่ได้ ก็เพราะหลงผิดคิดว่า วัตถุกามคือของเรา วัตถุกามคือสิ่งยั่งยืน วัตถุกามคือทุกอย่างของชีวิต เราคือคนที่เดินเข้าหาหัวงูพิษ เราคือคนพายเรือรั่ว

คนมีสติปัญญา จึงต้องเดินหนีหัวงูพิษ หรือเดินหนีไปทางหางงูแทนแล้วก็รีบวิ่งหนีให้ไกล คนมีสติปัญญา เห็นเรือรั่วก็รีบอุด รีบวิดน้ำออกจากเรือ แล้วพายไป ก็จะถึงฝั่งได้สบายๆ

คนมีสติปัญญา ใช้วัตถุกามเพื่อสร้างสรรชีวิต พัฒนาชีวิต ใช้วัตถุกามเพื่อบำเพ็ญบารมี ใช้วัตถุกามนั้นเองเป็นเรือพาเราไปอีกฝั่งคือพระนิพพาน ใช้วัตถุกามนั้นเองเป็นฐานในการทำลายกิเลส

ในเรื่องนี้

เราจะเห็นพระเมตตาของพระพุทธเจ้า พระองค์รอคอยเพื่อให้คนหนึ่งบรรลุธรรมเกือบครึ่งปี พระองค์ก็คอย แล้วก็หาวิธีเพื่อให้พราหมณ์เลื่อมใสพระองค์ก่อน ไม่อย่างนั้นพราหมณ์ก็ไม่บรรลุธรรมเพราะเขาไม่เลื่อมใส เมื่อไม่เลื่อมใสก็ไม่อยากฟังธรรม

พระองค์เข้าไปหาพราหมณ์ ไปทักทายให้พราหมณ์เกิดความคุ้นเคย ไปไถ่ถามอยู่เรื่อยๆ พราหมณ์เองก็ดีใจ ไม่คิดไม่ฝันว่า คนระดับพระพุทธเจ้าจะมาทักทายตน พระพุทธองค์ทรงทำเพียงแค่นี้ ก็ได้หัวใจพราหมณ์แล้ว

การปฏิสันถานกัน การทักทายกันนี้ เป็นพลัง เป็นกำลังทางใจให้กันและกัน ยิ่งหากผู้หลักผู้ใหญ่ใส่ใจผู้น้อย หมั่นทักทาย หมั่นถามสารทุกข์สุกดิบ ผู้น้อยจะมีแรง มีกำลังใจทุ่มเททำงานให้อย่างเต็มที่

คนกันเอง แม้ไม่เห็นหน้ากัน เพียงฝากความรัก ความระลึกถึงไปให้ คนรับทราบก็มีกำลังใจ ดีใจไม่น้อยเลย

การทักทายปราศัยเล็กๆน้อยๆ ต่อกัน คือพลังที่ยิ่งใหญ่จริงๆ วันหนึ่งใครจะไปรู้ว่ามหัศจรรย์แห่งการทักทายนี้ จะสร้างความสำเร็จแก่เราอย่างยิ่งใหญ่ก็ได้

เหมือนพราหมณ์ ไม่เคยคิด ไม่เคยรู้ว่าตนจะบรรลุโสดาบัน เพราะเพียงแค่พระพุทธเจ้ามาทักทายเล็กๆน้อยๆแค่นี้

การปลอบใจคนกำลังเป็นทุกข์ หากเราไม่มีเครดิต ไม่น่าเชื่อถือ ไม่เป็นคนที่เขาเคารพนับถือ เราเองผู้ปลอบใจจะเป็นคนจุ้นจ้านเรื่องชาวบ้าน เพราะฉะนั้น ควรดูห่างๆ หาจังหวะเหมาะสมช่วย หากอยากจะช่วย

ถึงแม้เป็นดี เป็นคนใหญ่คนโตมีน้ำใจงาม หากเขาไม่รู้จัก การปลอบใจของเราก็ไร้สาระเปล่าประโยชน์ อาจจะเข้าข่านจุ้นจ้านเหมือนกัน จึงต้องดูจังหวะความเหมาะสมในการช่วย

พระพุทธเจ้า ทรงประเสริฐเลิศล้ำเหลือเกิน พราหมณ์ไม่เลื่อมใส (น่าจะไม่ผิดนัก เพราะขนาดอยู่ระหว่างวัดกับเมือง ก็ไม่เคยเข้าวัด) พระองค์ก็แกล้งไปทักทายปราศัยเล็กๆน้อยๆแค่นี้ เพื่อให้พราหมณ์คุ้นเคย ที่พราหมณ์เลื่อมใส ก็ไม่ได้เลื่อมใสเพราะธรรมะ แต่เลื่อมใสเพราะพุทธองค์เป็นบุคคลชั้นสูง เมื่อพราหมณ์เลื่อมใสแล้ว การแสดงธรรมของพระพุทธองค์วันที่พราหมณ์ประสบปัญหาก็เลยง่าย พราหมณ์น้อมรับคำสอนด้วยความเลื่อมใสและได้บรรลุโสดาบันพร้อมภรรยา

พระพุทธเจ้าวางแผนให้พราหมณ์บรรลุธรรมเกือบครึ่งปี เพราะหากเขาไม่รู้จักไม่เลื่อมใสพระองค์ ถึงมาปลอมใจมาแสดงธรรมให้ฟังวันที่เป็นทุกข์ อย่างไรพราหม์ก็ไม่บรรลุธรรม

ธรรมะมีพร้อมแล้ว เราสามารถน้อมเข้ามาใส่ตน เอาตัวเองปฏิบัติ เราจะเป็นคนหนึ่งที่เห็นธรรมทันที

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=25&A=9952

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar

Deine E-Mail-Adresse wird nicht veröffentlicht. Erforderliche Felder sind mit * markiert.

Diese Website verwendet Akismet, um Spam zu reduzieren. Erfahre mehr darüber, wie deine Kommentardaten verarbeitet werden.