Buddhadhamma Tepitaka Kandaraka sutta II_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Kandaraka sutta II_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Kandaraka sutta II_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Kandaraka sutta II_mixdown

พระมหาทองนาค นาควโร ประธานสงฆ์วัดธรรมวิหาร ฮันโนเฟอร์ เยอรมัน

(พระธรรมเทศนา ; การเทน์ )

Sprecher ist Phra Maha Thongnark Nagawaro , Abt des

Wat Dhammavihara Hannover . ( hier hören wir eine Predikt / Vortrag v. Abt )

กลิคที่ Download

ธรรมะเนื่องในวันวิสาขบูชา

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง กันทรกสูตร ตอนว่าด้วย

สติปัฏฐาน ๔ ที่ใครๆก็ปฏิบัติได้

ซึ่งยังเกี่ยวเนื่องอยู่กับมรรคมีองค์ ๘ ข้อว่าด้วยสัมมาสติ

แต่ยังอธิบายพระสูตรเดิม

เรื่อง วิภังคสูตร

อริยมรรคมีองค์ ๘

หลักธรรมสำหรับแก้ปัญหาทุกปัญหาของโลก

วันนี้จะกล่าวถึง สัมมาสติ การระลึกที่ถูกต้อง การละลึกชอบ ที่เรียกว่าสัมมาสติในที่นี้ พระพุทธเจ้าทรงหมายถึงการใช้สติพิจารณา คือตามดูดังนี้

๑.กายานุปัสสนาสติ

มีสติตามดูกาย มองร่างกาย

๒.เวทนานุปัสสนาสติ

มีสติตามดูความรู้สึก มองดูความรู้สึก คือ สุข ทุกข์ เฉยๆ

๓.จิตตานุปัสสนาสติ

สติตามดูจิต ดูจิตว่าเป็นอย่างไรขณะนี้

๔.ธัมมานุปัสสนาสติ

สติตามดูสภาวะธรรม คือกุศล อกุศล อัพยากตธรรม (พ้นจากการกุศลและอกุศล)

สติทั้งสี่นี้เรียกว่าสติปัฏฐาน แปลแบบชาวบ้านว่าที่ทำให้สติเกิด

(สติปัฏฐานสูตร จะได้อธิอย่างละเอียดในโอกาสต่อไป ซึ่งเป็นพระสูตรที่สำคัญมากในพระพุทธศาสนา แต่ในที่นี้จะกล่าวพอเข้าใจเท่านั้น)

มีสติ เห็นกายแล้ว ก็จะเห็นเวทนา เมื่อเห็นเวทนาก็จะเห็นจิต เมื่อเห็นจิต ก็จะเห็นธรรม คือเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมหรืออัพยากตธรรม เช่น เห็นกายลำบาก เหนื่อย (เป็นกาย) ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะกายเหน็ดเหนื่อย(เป็นเวทนา)ทุกข์นี้เกิดจากจิต(เป็นจิตตา)จิตนี้เป็นอกุศลธรรม (เป็นธรรม) เห็นอย่างเดียวก็จะเห็นหมด

หรือเห็นความทุกข์ที่เกิดอยู่ในใจ (เป็นทุกขเวทนา) ทุกข์เป็นผลของจิตแน่นอน มองไปที่จิตคือกำหนดที่ความคิด(เป็นจิตตา) จิตคิดอะไร จึงเป็นทุกข์อยู่ขณะนี้ เมื่อเห็นจิตคือเห็นความคิดของจิต ก็กำหนดดูต่อไปว่า จิตนี้เป็นจิตดีหรือจิตชั่ว เป็นกุศลจิตหรือเป็นอกุศลจิต ถึงไม่รู้ว่าอะไรคือกุศลจิต อะไรคืออกุศลจิต อย่างน้อยก็ควรรู้ว่าจิตที่คิดแล้วเป็นทุกข์ ต้องเป็นอกุศลแน่นอน เพราะกูศลจิตคิดแล้วเป็นทุกข์ย่อมไม่มีแน่อน จิตทุกประเภท หากไม่มีกายเป็นฐานที่ตั้ง ไม่มีกายเป็นเวทีให้จิตแสดงรูปร่างหน้าตา แสดงตัวตน แสดงหน้าที่ของมัน ความสุข ความทุกข์ก็รู้ไม่ได้ แต่ที่เรารู้ได้ เพราะมีกายเป็นฐานรองรับจิต เห็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้แล้ว เป็นอันว่า เรารู้จักสถานที่ให้สติเกิดสติรู้ทั้ง ๔ ที่ หรือทั้ง ๔ ฐาน ทันที คือสติเห็นทุกข์ แล้วพิจารณาต่อ ก็เห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ เมื่อเห็นจิตแล้ว ก็จะรู้ว่าจิตนี้เป็นจิตประเภทไหน กุศล หรืออกุศล

ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของผู้ที่ต้องการจะพ้นทุกข์ที่จะต้องตามดูแบบ “อนุปัสสนาสติ”คือตามติด เกาะติด ไม่ปล่อย กายไปไหนทำอะไร สติตามด้วย เวทนา จิต ธรรม เป็นอะไรตามด้วย

ในที่นี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสแบบง่าย เพียงได้ยินได้ฟังแล้วก็สามารถปฏิบัติตามได้เลย จะขอกล่าวแบบในง่ายๆ ดังนี้

เพื่อให้เข้าใจสติในแบบสติปัฏฐาน ขออธิบายศัพท์ก่อน เพื่อให้เห็นว่าศัพท์นี้เป็นอะไร

กายานุปัสสนาสติ

แยกศัพท์ออกมาดังนี้

กาย+อนุ+ปัสสนา+สติ

กายแปลว่า กอง ในที่นี้หมายถึงกองลมหายใจ ซึ่งจะไปสัมพันธ์กับกายคือเนื้อหนังมังสานี้ด้วย

อนุ แปลว่าตาม

คือตามเข้าไปทุกซอกทุกซอยเท่าที่ไปได้

ปัสสนา แปลว่า ดู คือดูให้รู้จัก ว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อเอาอนุ+ปัสสนา รวมกันเรียกว่า “อนุปัสสนา” แปลว่าตามเข้าไปดูให้รู้ให้เข้าใจ คือปัญญา

สติ แปลว่าเตือน กระตุก เห็น ในที่นี้ขอแปลว่าผู้พาปัญญาไปดู

รวมศัพท์ทั้งหมดเป็นกายานุปัสสนาสติ คือสติพาปัญญาเข้าไปดูทุกซอกทุกมุมของกาย

กายเป็นสถานที่ให้สติปัญญาเข้าไปเรียนรู้ จึงชื่อว่า

“กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน”

การดูกายที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง คือดูลมหายใจเข้าหายใจออก การดูกายที่เรียกว่ากายานุปัสสนาสตินั้นหมายถึงตามดู ในที่นี้ เช่นเราตามดูลม หายใจเข้าหายใจออก ก็คือตามดูลม เริ่มตั้งแต่ลมเข้ามา ลมผ่านไปตรงไหนบ้าง และหยุดอยู่ตรงไหน ตามไปดูได้เรื่อยๆ ไม่ใช่จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่ง ตามดูจนสุดลมที่เข้าไปในกาย แล้วก็ตามดูลมออกจนสุดลมเช่นกัน

เมื่อเห็นลมอย่างดีแล้ว ต่อไปก็พยายามตามดูอีกว่าลมหายใจเข้ายาวก็รู้ ลมหายใจออกยาวก็รู้ ลมหายใจเข้าสั้นก็รู้ ลมหายใจออกสั้นก็รู้ คือตามดู ตามเห็น นั่นเอง

เมื่อเห็นลมรู้จักลมอย่างนี้แล้ว มองดูอีกว่าเราเป็นลมหรือว่าลมเป็นเรา ตัวตนของลมเป็นอย่างไร ตัวตนของเราเป็นอย่างไร มองชัดๆ ก็จะรู้ว่าเราก็ไม่ใช่ลม และลมก็ไม่ใช่เรา แล้วตัวเราอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ไม่มี

อีกวิธีหนึ่ง ตามดูกายเคลื่อนไหว ยืน เดิน นั่ง นอน ยืนทำอะไร เดินทำอะไร นั่งทำอะไร นอนทำอะไร บางท่านคิดว่า ยาก แต่หากเราถามตัวเองว่า ตอนที่เรา ยืน เดิน นั่ง นอน นั้น จิตเป็นทุกข์ เป็นสุข เฉยๆ ก็มี ทำไมจิตพวกนี้เกิดได้ แล้วเราจะฝึน เบียดจิตเหล่านั้นด้วยสติบ้างไม่ได้หรือ จิตพวกนั้นมีค่าอะไรบ้าง บางทีก็ทุกข์ บางทีก็สุข บางทีก็เฉยๆ โดยที่จิตพวกนั้น ทึกทักโมเมเอาว่า “เรา” เราทุกข์ เราสุข เราเฉยๆ แต่หากเอาสติปัญญาเข้าไปดู ตามดูจริงๆ ก็จะรู้ว่า จิตพวกนั้นหลอก

จงฝืน ต่อสู้จิตเหล่านั้นดู จิตโง่ๆเกิดได้ แล้วทำไมจิตฉลาด ที่เป็นสติ ปัญญา จะเกิดบ้างไม่ได้

อีกวิธีหนึ่งตามดูกาลเวลาของร่างกาย เช่นตามดูกายของเรานี้ตั้งแต่แรกเกิดเท่าที่จำได้จนถึงปัจจุบันนี้ แล้วก็มองออกไปอีก มองตามกายนี้ออกไปอีก วันหนึ่ง กายนี้ก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องดับ ต้องตายเที่ยงแท้แน่นอน นี้คือความจริงของร่างกาย เมื่อตายแล้วก็ต้องฝังดินหรือเผาให้เป็นผุยผง จะฝังหรือเผาก็จะว่างเปล่าเหมือนกัน ความเป็นตัวเป็นตนที่เรายึดมั่นถือมั่นไม่มีอีกแล้วต่อไป มีแต่ความว่าง ตามดูอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก อยู่บ่อยๆ อยู่เรื่อยๆ เราจะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายเห็นโทษ เห็นความทุกข์ของการเกิดแก่เจ็บตายซ้ำแล้วซ้ำอีกนับประมาณไม่ได้ ถึงเกิดอีกต่อไป ก็จะต้องเกิดแก่เจ็บตายเหมือนเดิมอีก เราจะเบื่อหน่าย ไม่อยากเกิดอีกต่อไป เรียกว่าดับอภิชฌา (ความอยาก) และดับโทมนัสความทุกข์ได้ทันที ไม่รู้จะโกรธไปทำไม ไม่รู้จะเสียใจไปทำไม ไม่รู้จะทุกข์ไปทำไม ก็ในเมื่อกายนี้ก็ไม่ใช่ของเรา มันจะว่างเปล่าแน่นอนในวันหนึ่งแล้วทำไมต้องยึดมั่นถือมั่นความทุกข์นี้ให้เป็นตัวตนของเรา

นี้คือ พลังที่สติพาปัญญาตามดูกายนี้ ก็จะเห็นความจริงอย่างนี้ รู้ความจริงอย่างนี้ การปล่อยวางก็เกิดขึ้น ดังนี้

ต่อไปเรามาศึกษาการตามดู “เวทนา” แปลว่า ความรู้สึก คือ สุข ทุกข์ เฉยๆ

เวทนานุปัสสนาสติ

มีสติตามดูความรู้สึก

หากแยกศัพท์ ก็เหมือนกายานุปัสสนาสติ เปลี่ยนจักกายเป็นเวทนาเท่านั้น

เวทนาเป็นความรู้สึกไม่ใช่ความคิด แต่ก็เป็นผลที่เกิดจากความคิด

การตามดูเวทนา คือเบื้องต้นมีสติเห็นเวทนาก่อน เวทนาขณะนี้เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือรู้สึกเฉยๆ ต่อไปใช้สติแบบเวทนานุปัสสนาสติ สติพาปัญญาตามรู้ว่าความรู้สึกขณะนี้เป็นอย่างไร เช่นสติพาปัญญาไปดูไปรู้ไปเห็นทุกขเวทนา ลักษณะของทุกข์เป็นอย่างไรสภาวะของทุกข์เป็นอย่างไร คือรูปร่างหน้าตา การแต่งตัวของมันเป็นอย่างไร ตัวตนของความทุกข์มันเป็นอย่างไร พยายามค้นหาให้เจอ ค้นหาให้เห็น ค้นหาให้พบ ตั้งใจว่า จะต้องรู้จักหน้าตาของทุกขเวทนาให้ได้

ขณะที่สติพาปัญญาตามดู ตามรู้ ตามเห็นทุกขเวทนานั้น ก็จะเห็นว่า ก็จะรู้ว่า ก็จะเข้าใจว่าความรู้สึกว่าทุกข์นี้เป็นเพียงแค่ผลจากการนึกคิดของจิต จากการทำงานของจิตแค่นั้นเอง ไม่มีตัวตนที่แท้จริง

ค้นหาต่อไปว่า ตัวเราอยู่ตรงไหนในความรู้สึกทุกข์นี้ ความรู้สึกทุกข์นี้เป็นเรา หรือว่าเราเป็นความรู้สึกนี้ ถ้าเราเป็นความรู้สึกหรือความรู้สึกเป็นของเรา เราต้องบังคับความรู้สึกนี้ได้ หรือถ้าหากเราคือตัวความรู้สึก เราก็ต้องบังคับตัวเองได้เช่นเดียวกัน

เมื่อเวทนานุปัสสนาสติ คือสติพาปัญญาตามไปรู้เวทนาอย่างนี้แล้ว เห็นชัดตามความเป็นจริงว่า เราไม่ใช่เวทนา และเวทนาก็ไม่ใช่เรา เราไม่มีในเวทนา มีแต่สภาวะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ เป็นเพียงอาการของขันธ์ห้าเท่านั้นเองที่มันประกอบตัวกันขึ้น แล้วก็แสดงผลออกมาอย่างนี้

ความรู้สึกอยากอันเป็นต้นตอของความทุกข์ก็ดับไป เรียกว่าดับอภิชฌา เมื่อความอยากดับไป โทมนัสคือความทุกข์ก็ดับตามไปด้วย เพราะค้นหาทุกซอกทุกซอยทุกมุมแล้วด้วยเวทนานุปัสสนาสติ ก็ไม่เห็นที่ตั้งของความทุกข์ มีแต่ขันธ์ห้าที่ประกอบกันขึ้นแค่นั้นเอง ที่ตั้งของความทุกข์จริงๆไม่มี การปล่อยวางจึงเกิดได้ด้วยประการดังนี้

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย”

วันนี้ ขอกล่าวไว้แค่นี้ก่อน รู้สึกว่าจะเยอะมาก เดี๋ยวรับไม่ไหว

อ้างอิง

http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=21&siri=69

กันทรกสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓ ข้อที่ ๑-๓ คราวทบทวนธรรม จะได้อธิบาย

http://www.tipitaka.com/tipitaka13.htm

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar