Buddhadhamma Tepitaka Kandaraka sutta zusätzliche Erklärung

Buddhadhamma Tepitaka Kandaraka sutta zusätzliche Erklärung
Buddhadhamma Tepitaka Kandaraka sutta zusätzliche Erklärung
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Kandaraka sutta(2) zusätzliche Erklärung !

พระมหาทองนาค นาควโร ประธานสงฆ์วัดธรรมวิหาร ฮันโนเฟอร์ เยอรมัน

(พระธรรมเทศนา ; การเทน์ )

Sprecher ist Phra Maha Thongnark Nagawaro , Abt des

Wat Dhammavihara Hannover . ( hier hören wir eine Predikt / Vortrag v. Abt )

กลิคที่ Download

www.wathannover.de

ธรรมะเนื่องในวันวิสาขบูชา

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง กันทรกสูตร ตอนว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔ ที่ใครๆก็ปฏิบัติได้

ซึ่งยังเกี่ยวเนื่องอยู่กับมรรคมีองค์ ๘ ข้อว่าด้วยสัมมาสติ

แต่ยังอธิบายพระสูตรเดิม

เรื่อง วิภังคสูตร

อริยมรรคมีองค์ ๘

หลักธรรมสำหรับแก้ปัญหาทุกปัญหาของโลก

สัมมาสมาสติ คือสติในสติปัฏฐาน ๔

วันนี้กล่าวธรรมถึงข้อที่ ๓ ดังนี้

๓.จิตตานุปัสสนาสติ

สติตามดูจิต ดูจิตว่าเป็นอย่างไรขณะนี้

การตามดูจิตแบบจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือให้หรือใช้สติเพ่งมองจิต จับจิต กำหนดจิตว่า ตอนนี้ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ จิตเป็นอย่างไร เช่น หากเราโกรธ (ภาษาสมมติว่าเรา) มีสติรู้ทันความโกรธ รู้ว่าว่าความโกรธเกิดอยู่ แต่เราจะไม่มองไปที่ความโกรธ เราจะมองไปที่จิต ว่าจิตตัวไหนทำหน้าที่โกรธ

หากจะกล่าวว่า “จิตตัวไหนทำหน้าที่โกรธ” ก็เป็นเรื่องยากที่จะรู้จะเข้าใจสำหรับท่านที่ไม่เคยเรียนไม่เคยศึกษาเรื่องจิตมาก่อน เพราะฉะนั้น อย่าไปสนใจว่าจิตตัวไหนทำหน้าที่โกรธ แต่ให้เพ่งมองว่า จิตนี้มีความโกรธเกาะอยู่ ความโกรธเกิดขึ้นในจิต ก่อนที่จะเกิดความโกรธ จิตนี้ก็มีอยู่ แต่ไม่มีความโกรธ จึงไม่ทุกข์ ไม่กระวนกระวาย แต่ตอนนี้จิตมีความโกรธติดอยู่ เกาะอยู่ จึงทุกข์

หรือมองเปรียบเหมือนเสื้อที่เราใส่อยู่ ตอนนี้เหม็นสกปรก ก่อนนี้ สะอาด บริสุทธิ์ แต่พอเราใช้ไปแค่ครั้งหรือสองครั้ง เหงื่อออกถูกเสื้อ ทำให้เสื้อเปียก เหงื่อนั้นทำให้เสื้อเหม็น เมื่อเรามีสติ ก็พิจารณาว่า ก่อนที่เสื้อจะสกปรก เสื้อนี้สะอาดบริสุทธิ์หอม แต่เพราะเหงื่อกายเรา ทำให้เสื้อเหม็นสกปรก เห็นอย่างนี้ เรียกว่า เห็นเสื้อมีความสกปรกติดอยู่ เกาะอยู่ จิตก็เช่นเดียวกัน ตอนนี้จิตถูกความโกรธติดอยู่ เกาะอยู่

จิตเป็นเราใช่ไหม ความโกรธเป็นเราใช่ไหม หากจิตเป็นเรา สั่งให้จิตอยู่ในอำนาจเราได้ไหม เดี๋ยวนี้เลย สั่งให้หยุดคิด สั่งให้มีความสุขเดี๋ยวนี้ ก็ทำไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ดูได้อย่างเดียว เห็นได้ด้วยสติเท่านั้น หรือหากความโกรธเป็นเรา สั่งความโกรธให้ดับเดี๋ยวนี้เลยได้ไหม สั่งมันดับสนิทไปเลย อย่ามายุ่งแถวนี้ ก็ทำไม่ได้อีก

เห็นชัดว่า จิตไม่ใช่เรา เราก็ไม่ใช่จิต ความโกรธไม่ใช่เรา เราก็ไม่ใช่ความโกรธ แต่จิตตัวหนึ่งมันคอยหลอกว่า จิตคือเรานะ โกรธคือเรานะ ดังนั้น เวลาจิตคิดอะไร เราเป็นผู้คิด เวลาโกรธ เราคือผู้โกรธ จึงต้องทำตามความโกรธ

มองจิตกลับไปกลับมา อย่างนี้ จะรู้จักจิตมากขึ้น และจะสนุกกับการดูจิต สนุกเพราะไม่มีเราในจิต จึงไม่สุข ไม่ทุกข์ เพราะไม่มีเราให้สุขให้ทุกข์ มีแต่จิตเป็นสุขเป็นทุกข์ แล้วก็จิตนั้นก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปล่อยไปเลย สบาย

จิตอื่นๆก็เพ่งมองอย่างเดียวกัน

ภาวนาอย่างนี้ เป็นการเพิ่มปริมาณ เพิ่มพลังของสติปัญญา

๔.ธัมมานุปัสสนาสติ

สติตามดูสภาวะธรรม คือกุศล อกุศล อัพยากตธรรม (พ้นจากการกุศลและอกุศล)

เมื่อเห็นจิตว่ามีโทสะ มีความโกรธ เป็นทุกข์อยู่ขณะนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่า ความทุกข์เป็นความชั่ว ต้องเป็นอกุศลธรรมแน่นอน การรู้อย่างนี้ เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หากเราเคยเรียน เคยศึกษาหัวข้อธรรมะมาบ้าง ก็จะรู้ว่า “โทสะนี้ หรือทุกขนี้” เป็นธรรมะหรือกลุ่มธรรมประเภทไหน แต่หากไม่เคยรู้ ไม่เคยศึกษามาก่อนเลย ก็อย่าไปสนใจ ไม่อย่างนั้นแล้ว จะเป็นการมานั่งท่องหัวข้อธรรมะ แล้วก็ทึกทักเอาว่า ฉันกำหนด “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” อันตราย ไม่เกิดประโยชน์อะไร มัวแต่นั่งจับข้อธรรมเป็นหมวดเป็นหมู่อยู่ สติก็ไม่เกิด ปัญญาก็ไม่เกิด แต่จำดีนักแล หรือหากจำไม่ได้ ก็เครียด

ถึงตอนนี้ เราก็เพ่งความโกรธแทน ไม่เพิ่งจิตแล้ว เห็นความโกรธแต่ไม่เป็นทุกข์ รู้ว่ามีความโกรธเกิดอยู่ แต่ผู้โกรธไม่มีแล้ว เราไม่มีในความโกรธ ความโกรธก็ไม่มีในเรา ความโกรธก็เลยหมดพลังหน้าที่ของมัน แต่หากยังรู้สึกโกรธอยู่ก็เป็นทุกขเวทนา เพ่งไปที่ทุกข์ ก็เป็น”เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” แต่ขณะนี้ เราเพ่งที่ตัวธรรม หรือตัวสภาวะของมัน โกรธมีอยู่ก็รู้ว่ายังมี โกรธดับก็รู้ว่าดับ โกรธไม่เกิดก็รู้ว่าไม่เกิด

มองไปมองมา ก็สนุกดี ดีใจมีความสุข ที่ทันความโกรธ รู้จักความโกรธ และขอบคุณความโกรธที่ทำให้เราฉลาดขึ้น คือการมีสติ มีปัญญากำหนดความโกรธ แล้วละความโกรธ พลังสติพลังปัญญาก็เพิ่มปริมาณ สะสมพลังของมันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพลังเต็มแล้ว ก็เกิดเต็มที่บริบูรณ์ ตัดกิเลสได้เด็ดขาด

เมื่อรู้ทันอย่างนี้แล้ว จะเข้าใจว่า ความโกรธมีอยู่ก็เพื่อให้ได้เจริญสติปัญญาเท่านั้นเอง จะละกิเลสได้ จะดับกิเลสได้ จะข่มกิเลสได้ ต้องรู้จักกิเลสก่อน

การเกิดขึ้นของความโกรธตัวเดียว ก็คือการเกิดของกาย ของเวทนา ของจิต ของธรรม

เช่นนี้ตอนนี้ กำหนดโทสะจิต ที่เป็นทุกข์อยู่ ก็มองด้วยปัญญาให้เห็นว่า โทสจิตเป็นธรรมชาติประเภททุกข์ เป็นอกุศลธรรม(เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ความทุกข์นี้ คือทุกขเวทนา เป็น (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ความรู้สึกทุกข์เป็นสภาวะของจิต จิตตัวนี้กำลังเกาะอยู่กับทุกข์ จิตตัวนี้มีทุกข์ เรารู้ชัดดังนี้ (เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) จิตทั้งหลายทั้งปวง จะเก่งแค่ไหน หากไม่มีกายเป็นฐานรองรับแสดงภาวะต่างๆตามจิตแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจิตตัวไหนเป็นอย่างไร การรู้หน้าที่ของกายอย่างนี้ เป็น(กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างนี้ เห็นตัวเดียวก็เห็นทั้งหมด

ขอให้พุทธศาสิกชนพัฒนาตนเป็นดอกบัวปริ่มน้ำและพ้นน้ำด้วยพลังแห่งธรรมะของพระพุทธเจ้าด้วยเทอญฯ

อ้างอิง

http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=21&siri=69

กันทรกสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓ ข้อที่ ๑-๓

http://www.tipitaka.com/tipitaka13.htm

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar