Buddhadhamma Tepitaka Karandiya Jataka

Buddhadhamma Tepitaka Karandiya Jataka
Buddhadhamma Tepitaka Karandiya Jataka
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Karandiya Jataka

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง การันทิยชาดก

แต่ละคนคิดต่างคนต่างคิด

ขอยกเนื้อความอรรถกถามากล่าว

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระธรรมเสนาบดี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้

เล่ากันว่า เวลาที่พระเถระเห็นใครเดินผ่านไปมา ท่านก็แนะนำให้เขาเหล่านั้นรักษาศีล แล้วท่านก็ให้ศีลแก่คนที่ไม่รู้จักทั้งหลาย มีพรานเนื้อและคนจับปลาเป็นต้นว่า ท่านทั้งหลายจงรักษาศีล ท่านทั้งหลายจงรักษาศีล

ชนเหล่านั้น มีความเคารพในพระเถระ ไม่อาจขัดขืนถ้อยคำของพระเถระนั้น จึงพากันรับศีล ก็แหละครั้นรับแล้วก็ไม่รักษา กระทำตนเหมือนอยู่อย่างเดิม

พระเถระเรียกลูกศิษย์ทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า อาวุโสทั้งหลาย ดูสิ คนเหล่านี้รับศีลจากเราแล้ว ก็ไม่รักษา สัทธิวิหาริกทั้งหลายกล่าวว่า ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านให้ศีลแก่ชนเหล่านั้นซึ่งไม่สมัครใจรักษา พวกเขาไม่กล้าขัดขืนถ้อยคำของท่าน จึงรับเอา ตั้งแต่นี้ไป ขอท่านอย่าได้ให้ศีลแก่ชนทั้งหลายเห็นปานนี้เลย นะครับ

พระเถระฟังแล้วก็ไม่ชอบใจต่อถ้อยคำของสัทธิวิหาริกนัก

ภิกษุทั้งหลายเอาเรื่องราวนั้นไปสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย จริงหรือที่ว่า พระสารีบุตรเถระ พอเห็นใครเดินผ่านไปมา ท่านก็ชอบให้ศีลแก่คนเหล่านั้นเลย

ขณะที่พระภิกษุสงฆ์ กำลังสนทนา หรือนินทาพระสารีบุตรเถระอยู่นั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไรอยู่หรือ

เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในแต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระสารีบุตรนี้ ก็ให้ศีลแก่คนที่ตนได้ประสบพบเห็นซึ่งไม่ขอศีลเลย เหมือนกัน

แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี

พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ ชื่อว่าการันทิยะ เจริญวัยแล้ว ได้เป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักกสิลา

สมันนั้น อาจารย์นั้นให้ศีลแก่คนที่ได้ประสบพบเห็น มีชาวประมงเป็นต้น ผู้ไม่ขอศีลเลยว่า ท่านทั้งหลายจงรับศีล ท่านทั้งหลายจงรับศีล

ชนเหล่านั้นแม้รับเอาแล้วก็ไม่รักษา อาจารย์จึงบอกเรื่องนั้นแก่ลูกศิษย์ทั้งหลาย ลูกศิษย์ทั้งหลายจึงพากันกล่าวว่า ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านให้ศีลแก่ชนเหล่านั้นที่ไม่ได้ขอเลย เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงไม่ใส่ใจรักษา ตั้งแต่บัดนี้ไป ท่านควรให้ศีลเฉพาะคนที่ขอเท่านั้น อย่าให้แก่คนที่ไม่ขอเลยนะขอรับ

พอถูกลูกศิษย์เตือน อาจารย์รู้สึกเสียหน้า ไม่ชอบที่ลูกศิษย์กล่าวตำหนิตน ถึงแม้อย่างนั้น ก็ยังคงให้ศีลแก่พวกคนที่ตนได้ประสบพบเเห็นอยู่นั่นแหละ

อยู่มาวันหนึ่ง มนุษย์ทั้งหลายจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง เชิญอาจารย์ไปทำพิธีพราหมณ์ อาจารย์นั้นเรียกการันทิยะมาณพมาแล้วกล่าวว่า ดูก่อนพ่อ ฉันจะไม่ไป เธอจงพามาณพ ๕๐๐ เหล่านี้ไปสวดที่บ้านนั้นนะ สวดเสร็จแล้ว เขามอบจตุปัจจัย จงนำเอาจตุปัจจัยส่วนที่เขาให้เรามาด้วยนะ

หลังจากเสร็จพิธีสวดแล้ว การันทิยมาณพ พร้อมศิษย์ผู้น้องทั้งหลายกลับมา ในระหว่างทางกลับนั้น เห็นซอกเขาแห่งหนึ่งจึงคิดว่า อาจารย์ของเราเห็นใครเดินผ่านไปมาก็มักให้ศีลแก่เขา ทั้งที่เขาไม่ได้ขอศีลเลย เอาหละ จำเดิมแต่บัดนี้ไป เราจะทำให้อาจารย์ของเราให้ศีลเฉพาะแก่คนที่เขาขอเท่านั้น

ขณะที่พวกมาณพศิษย์ผู้น้องทั้งหลายกำลังนั่งสบายกันอยู่

การันทิยมานพ ก็ลุกขึ้นไปยกหินก้อนใหญ่โยนลงไปในซอกเขา โยนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นแหละ

ทีนั้น มาณพหนุ่มทั้งหลายจึงลุกขึ้นพูดกะการันทิยมาณพว่า อาจารย์ ท่านทำอะไรนั่น

การันทิยมาณพ ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว มาณพเหล่านั้นจึงรีบไปบอกอาจารย์

ด้วยความเป็นห่วงลูกศิษย์ อาจารย์ก็รีบมา แล้วถามการันทิยมาณพนั้นว่า

ท่านผู้เดียวรีบร้อน ยกก้อนหินใหญ่ กลิ้งลงไปในซอกเขาในป่า ดูก่อนการันทิยะ จะประโยชน์อะไรแก่ท่าน ด้วยการทิ้งก้อนหินลงในซอกเขาเล่านี้หนอ

ขอแปลสำนวนตัวเอง

(การันทิยะ ทำไม เจ้าคนเดียว จึงรีบเร่งยกก้อนหิน กลิ้งก้อนใหญ่ๆใส่ซอกเขาในป่านี้)

การันทิยมาณพ ตอบว่า ว่า ข้าพเจ้าเกลี่ยหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ลงจักกระทำแผ่นดินใหญ่นี้ ซึ่งมีมหาสมุทรสี่เป็นขอบเขต ให้ราบเรียบเพียงดังฝ่ามือ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ทิ้งหินลงในซอกเขา

ขอแปลสำนวนตัวเอง

(ที่ผมเอาหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ถมตรงนี้เพื่อจะทำให้มันราบเรียบถึงมหาสมุทร เหมือนฝ่ามือ ผมจึงเอาก้อนหินถมซอกเขานี้ก่อนครับอาจารย์)

พราหมณ์ผู้อาจารย์ฟังแล้ว ก็กล่าวไม่เห็นด้วยที่ทำอย่างนั้น ว่า

ดูก่อนการันทิยะ เราสำคัญว่า มนุษย์คนเดียว ย่อมไม่สามารถจะทำแผ่นดินให้ราบเรียบดังฝ่ามือได้ ท่านพยายามจะทำซอกเขานี้ให้เต็มขึ้น ท่านก็จักละชีวโลกนี้ไปเสียเปล่าเป็นแน่

ขอแปลสำนวนตัวเอง

(เจ้าการันทิยะ เราคิดว่าเพียงแค่มนุษย์คนเดียวจะถมซอกเขาเพื่อปรับพื้นให้ราบเรียบเหมือนฝ่ามือนั้น ทำไม่ได้หรอก เจ้าจะตายเสียเปล่าๆ)

พออาจารย์พูดเปิดช่องดังนั้น มาณพได้จังหวะ จึงกล่าวว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หากว่า มนุษย์คนเดียว ไม่สามารถจะทำแผ่นดินใหญ่นี้ให้ราบเรียบได้ ฉันใด ท่านก็จักนำมนุษย์เหล่านี้ผู้มีทิฐิต่างๆ กันมาไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน

ขอแปลสำนวนตัวเอง

(ท่านอาจารย์ครับ ถ้าว่า มนุษย์คนเดียวไม่อาจปรับพื้นตรงนี้ให้ราบเรียบได้ ถ้าอย่างนั้น การที่ท่านอาจารย์จะทำให้มนุษย์ทุกคนคิดเหมือนกันหมดก็ต้องไม่ได้เหมือนกันสิครับ)

อาจารย์ได้ฟังดังนั้นคิดว่า การันทิยะพูดถูกต้อง บัดนี้ เราจักไม่กระทำอย่างนั้น ครั้นรู้ว่าตนผิดแล้ว จึงกล่าวว่า

ดูก่อนการันทิยะ ท่านได้บอกความจริงโดยย่อแก่เรา ข้อนี้เป็นอย่างนั้นจริง แผ่นดินนั้นมนุษย์ไม่สามารถจะทำให้ราบเรียบได้ ฉันใด เราก็ไม่อาจทำมนุษย์ทั้งหลายให้มาอยู่ในอำนาจของเราได้ ฉันนั้น

ขอแปลสำนวนตัวเอง

(การันทิยะ เจ้าพูดถูก เราไม่สามารถทำให้คน(ทั้งโลก)คิดเหมือเราได้ เหมือนอย่างที่คนไม่สามารถปรับแผ่นดิน(ทั้งหมด)ให้ราบเรียบเสมอกันได้ทั้งหมด ฉะนั้น)

อาจารย์ได้สติ ชื่นชมลูกศิษย์คนนี้มาก ฝ่ายมาณพก็ไปส่งอาจารย์ถึงบ้าน

พระผู้พระภาคเจ้าครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า

พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร

ส่วนการันทิยบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล

อธิบายธรรม

เรื่องนี้ ความชัดแล้ว

อยากคิดซ้ำอีกว่า

อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ด้วยความเป็นคนใจดี อยากให้แต่ผู้อื่นได้ดีอยู่เสมอ จึงให้ศีลแก่คนไปทั่วที่ท่านพบเห็น แต่คนเหล่านั้นเพราะเขาไม่คิดอยากจะรักษาศีล จึงไม่รักษาศีลที่รับจากท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ท่านอาจารย์ก็อึดอัดใจที่คนเหล่านั้น ไม่เป็นคนดีอย่างที่ท่านต้องการ จึงบอกลูกศิษย์ว่าคนเหล่านี้ ไม่ดี ที่ไม่รักษาศีลที่ตนให้ไป

ลูกศิษย์ รู้อยู่ว่าอาจารย์ชอบให้ศีลไปทั่ว จึงบอกให้อาจารย์เลือกให้เฉพาะคนที่เขาเต็มใจรักษาศีลเท่านั้น

แต่อาจารย์ก็ยังไม่ชอบใจอยู่นั้นเอง ด้วยคิดว่า เพราะยังไงๆ ความดีก็ต้องดีสินะ ความดีจะไม่ดีได้อย่างไร อาจารย์จึงเป็นทุกข์อยู่เสมอ เพราะพยายามทำให้คนเป็นคนดีอย่างที่ท่านต้องการ อยากให้คนเป็นคนดีเหมือนท่าน แต่คนเหล่านั้นไม่รักความดีเลย

ศิษย์ผู้ใหญ่ จึงหาวิธีเตือนอาจารย์ ดังเรื่องที่ปรากฎแล้วนั้น

ขอคิดซ้ำอีกว่า

อาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมื่อเห็นความจริงตามที่ลูกศิษย์ผู้ใหญ่ทำให้ดู ได้ความรู้ตามที่เป็นจริง จึงยอมรับว่า เป็นไม่ได้เลยที่จะทำคนทั้งหมดให้คิดเหมือนเราได้ เป็นเหมือนเราได้ เพียงแค่ยอมรับความจริง อาจารย์ก็ปลอดโปร่ง ผ่องใสทันที ไม่ทุกข์กับความคิดที่แตกต่าง แต่ละคนมีเหตุผลของความเป็นตัวตนของตนเอง อาจารย์มีความสุขเพราะยอมรับความคิดต่าง

อาจารย์เป็นคนดี จริงๆ

อาจารย์ทิศาปาโมกข์เป็นแบบอย่างของการเป็นคนดีที่ยอมรับความคิดแตกต่าง ส่วนการออกกฎบังคับให้คนเป็นคนดีอย่างเรา การออกกฎบังคับให้คนคิดเหมือนเรา การสร้างสำนวนชวนตีกับคนคิดต่างเรา การโกรธไม่พอใจคนคิดต่างเรา เป็นทุกข์และทุกข์มาก มีอะไรงามๆมากมายในความคิดที่แตกต่าง

ปัญหาหนักของโลกคือ เราอยากแต่ให้คนอื่นเป็นดี

ในเรื่องนี้ ขอกล่าวอีก คือนิสัยติดตัว จากเรื่องนี้ เราจะเห็นว่า พระสารีบุตรเถระ เป็นพระที่เมตตาสูงมาก อยากจะมอบแต่สิ่งดีๆให้คน ด้วยนิสัยเดิมแต่ชาติปางก่อน แม้ชาตินี้ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ทรงปัญญาสูงมาก นิสัยแต่ชาติปางก่อน ก็ทำให้ท่านต้องทำคล้ายภพชาติที่แล้ว จนกลายเป็นประเด็นให้พระเอาไปสนทนานินทาท่าน

นิสัยเดิมนี้ยากแท้ที่จะละ

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=27&siri=356

mehr von  Wat Dhammavihara Hannover Dhamma Podcast

You may also like...

Popular Articles...