Buddhadhamma Tepitaka Kimatthiyasutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Kimatthiyasutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Kimatthiyasutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Kimatthiyasutta_mixdown

ทบทวนธรรม

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง กิมัตถิยสูตร

ศีลทำให้เกิดสุขจนถึงเป็นพระอรหันต์

เราเกิดมาชาติหนึ่ง ได้เจอพระพุทธศาสนา ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ได้ปฏิบัติธรรม ได้ทำบุญตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ แล้วมีความสุข ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ส่วนการเกิดมาแล้วไม่เจอพระพุทธศาสนา นับถือศาสนาอื่น ก็เป็นเรื่องปกติที่เราเคยเป็นมาแล้ว นับภพชาติไม่ได้

ศีล เป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างความสุขให้แก่ชีวิตโดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงแต่มีความเพียรที่จะรักษาแค่นั้น

ความเพียรก็ต้องต่อสู้กับความเกียจคร้านที่มันกอดแน่นรัดแน่น ติดแน่นจนยากที่จะแกะออกได้จากความเคยชินกับชีวิตประจำวัน แต่ละวันเคยทำอะไรตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนถึงเวลาเข้านอนอีก กิจวัตรของชีวิตที่เป็นอยู่อย่างนี้ กลายเป็นยางเหนียวไปแล้ว แกะยาก แต่หากท่านใดแกะกิจวัตรที่ไร้ความดีของชีวิตออกได้ จะรู้สึกว่าเป็นอิสระมาก มากเหลือเกิน

ลองนั่งนิ่งๆในที่เงียบๆ แล้วพิจารณาศีล ๕ ของเราดู ตั้งแต่ข้อที่ ๑ ไปเรื่อยๆ จนถึงข้อที่ ๕ ว่าแต่ละวัน ศีลของเราเป็นอย่างไรบ้าง เรารักษาได้ดีแค่ไหน

ท่านที่รักษาศีลดีแล้ว อย่าเอาศีลที่รักษาได้ดีแล้วนั้นเก็บไว้เพียงแค่นั้น จงเอาศีลนั้นมาพิจารณา อาจจะวันละครั้งก็ได้ก่อนนอน แล้วค่อยเพิ่มการพิจารณาศีลของตนวันละหลายครั้ง ว่างก็พิจารณาในที่สงบๆ ธรรมะจะค่อยๆเกิดตามลำดับ ดังนี้

๑. ขณะพิจารณาศีลของเรา เมื่อเห็นศีลของเราบริสุทธิ์ ก็ไม่เดือดร้อนใจ คือไม่เป็นอวิปปฏิสาร คนมีศีลไม่บริสุทธิ์จะอึดอัดหรือเฉยๆ ที่เฉยเพราะเคยชินกับความผิดจนชาเย็นไปแล้ว ส่วนคนมีศีลดีจะไม่เดือดร้อน คือไม่เป็นอวิปปฏิสาร

๒. เมื่อไม่ร้อนใจไม่เป็นอวิปปฏิสารเพราะเรารักษาศีลดี ก็จะมีความรู้สึกเบิกบานใจเป็นปราโมทย์ เราจะยิ้มให้ตัวเองเล็กๆทันที

๓. เมื่อมีปราโมทย์เบิกบานใจแล้ว ก็จะรู้สึกอิ่มใจเกิดปีติ

๔. เมื่อมีปีติอิ่มเอิบใจแล้ว ก็จะเบาสบายทั้งกายทั้งใจ เป็นปัสสัทธิ

๕. เมื่อเกิดปัสสัทธิเบาสบาย ใจก็นิ่งเป็นสมาธิ เย็นสบาย มีความสุข

๖. เมื่อสุขแล้ว หากเราพิจารณาต่อไปด้วยปัญญา คือเอาสภาวธรรมประจำวันของชีวิตมาพิจารณาด้วยปัญญา เพราะตอนนี้ธรรมะข้างต้นเป็นฐานให้พิจารณาได้อย่างมั่นคง จะเห็นแจ้งตามความเป็นจริง

๗. ปัญญาเบื้องต้นในการพิจารณาเรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ เห็นอะไรตามที่มันเป็น ธรรมชาติทั้งปวง มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันทั้งนั้น ไม่มีใครบังคับ แม้จิตมันก็เป็นไปตามธรรมชาติของมัน สติก็เป็นธรรมชาติ ปัญญาก็เป็นธรรมชาติที่เวลามันเกิดแล้ว จะทำหน้าที่เพื่อหลุดพ้นจากจิตฝ่ายต่ำก่อนแล้วมันก็เห็นตัวมันเองอยู่ภายใต้ธรรมชาติเหมือนกัน และเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนธรรมชาติอื่นๆ

๘. เมื่อพิจารณามากเข้าก็เป็นนิพพิทาเบื่อวัฏสงสาร ไม่เอาอะไรแล้วจากจิตเหล่านั้น ไม่มีอะไรน่ายึดถือน่ายินดีเพราะเกิดแล้วดับ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา จึงเบื่อธรรมเหล่านั้น นิพพิทา คือความเบื่อเป็นวิปัสสนาที่แข็งขึ้น ไม่ยึด เมื่อไม่ยึด ก็เป็น วิราคะ(ปล่อย) กิเลสดับ เพราะกิเลสเกิดได้ด้วยการยึดเท่านั้น พอปล่อย ไม่เอา(นิพพิทา)ก็หลุด (วิราคะ)

๙. เมื่อหลุดอย่างสมบูรณ์แล้วก็เป็น วิมุตติญาณทัสสนะ คือปัญญาเกิดเต็มบริบูรณ์แล้ว จิตอื่นแทรกไม่ได้แล้ว จิตอื่นนอกกุศลแล้วเกิด ไม่มีอะไรเกิดแทรกปัญญาได้เลย

เมื่ออกุศลจิตถูกปัญญาครองพื้นที่ มันก็หมดอำนาจเลย เหมือนที่มืดที่มีแสงสว่างเกิดตลอดเวลา ความมืดก็หมดสิทธิที่จะเข้ามาครองพื้นที่อีกต่อไป

นี้เป็นวิธีหนึ่งที่ง่าย สำหรับผู้ที่ต้องการความสุขแห่งชีวิต เราอาจจะยังไม่สามารถทำข้อที่ ๗-๙ ให้เกิดได้ในขณะนี้ ก็ฝึกพิจารณาบ่อยๆ ก็จะเป็นปัจจัย เป็นการสะสมไว้ทีละเล็กละน้อย ทำบ่อยๆก็ทำได้เอง หากจะคอยให้เต็มเปี่ยมเลย คงผิดธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่เกิดครั้งแรกแล้วมันสมบูรณ์เลย

อย่างน้อยขณะพิจารณาศีลเราแล้ว ธรรมะข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๖ เกิด กิเลสก็ดับแล้วในระดับหนึ่ง

ท่านที่ยังรักษาศีลได้ไม่ครบทุกข้อ ก็ไม่ควรประมาทว่า เรามีศีลไม่บริสุทธิ์แล้วก็ไม่อยากรักษาให้ดี ชีวิตที่เหลือของเราก็จะสะสมแต่บาปกรรม ถึงไม่มากแต่มันก็จะมากไปเรื่อยๆ เพราะธรรมชาติมีดีกับชั่วเท่านั้นที่แข่งกันเกิด อย่าปล่อยให้ความชั่วครองพื้นที่ชีวิตเลย ความชั่วมันครองมามากแล้ว จนนับเป็นตัวเลขไม่ได้เลย ชาตินี้เจอพระพุทธเจ้าต้องรีบตามพระองค์ไปนิพพาน

ค่อยๆฝืนตนเองวันละนิดวันละหน่อย แพ้บ้างชนะบ้าง ก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว ฝึกไปเรื่อยๆ อย่าไปจมปลักอยู่กับอดีต ผิดถูกที่ผ่านมา มันจบแล้ว เวลานี้คือเวลาประเสริฐที่สุด เวลานี้ทำอะไรก็ได้ ที่ผ่านมาทำอะไรไม่ได้แล้ว เวลาที่ยังไม่มา ก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้เท่านั้น ทำได้

ฝึกรักษาศีลให้บริสุทธิ์ วันละ ๕ นาที ดูว่า ศีล ๕ ข้อ รักษาแค่ ๕ นาที จะทำไม่ได้เชียวหรือ ถามตนเองดู คนที่ผิดศีลมาตลอด หากรักษาได้ ๕ นาที คิดดูเถิด จะมีความสุขแค่ไหน

ต่อไปก็ค่อยๆ เพิ่มเวลารักษาให้บริสุทธิ์ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วหมั่นพิจารณาศีลทุกครั้ง เช่นหากรักษาบริสุทธิ์ได้ ๑ ชั่วโมง แล้วพิจารณาตัวเองดู เราจะไม่ร้อนใจเลย เมื่อไม่ร้อนใจ ไม่อึดอัดใจ ก็จะเกิดปราโมทย์ เกิดปีติ เกิดปัสสัทธิ เกิดสุข เกิดสมาธิ แม้จะเพียงแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ก็มีพลังมาก

อ้างอิง

http://www.84000.org/tipitaka/read/r.php?B=24&A=1

….weiter mit Dhamma Podcast Wat Dhammavihara Hannover

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar