Buddhadhamma Tepitaka Kindadasutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Kindadasutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Kindadasutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Kindadasutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง กินททสูตร

การให้ล้วนประเสริฐทั้งนั้น แต่การให้ธรรมเป็นการให้ที่อมตะ ไม่มีการตาย

เทวดาองค์หนึ่งทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

บุคคลให้อะไร ชื่อว่าให้กำลัง

ให้อะไร ชื่อว่าให้วรรณะ

ให้อะไร ชื่อว่าให้ความสุข

ให้อะไร ชื่อว่าให้จักษุ

และใคร ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า

บุคคลให้ข้าว ชื่อว่าให้กำลัง

ให้ผ้า ชื่อว่าให้วรรณะ

ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข

ให้ประทีป ชื่อว่าให้จักษุ

และผู้ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง

ส่วนผู้ที่พร่ำสอนธรรม ชื่อว่าให้อมตะ

อธิบายธรรม

การให้กำลัง

อาหารเท่านั้น สัตว์ทั้งหลายจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ อาหารทำให้มีกำลัง เมื่อมีกำลังแล้ว จะทำอะไรก็ได้

การให้วรรณะ ความงาม

ผ้า หรือเครื่องนุ่งห่ม ทำให้คนงาม

การแต่งตัวนี้สำคัญมากสำหรับมนุษย์ คนหน้าตาดีหรือคนหน้าตาไม่ดี หากแต่งตัวเป็น ผู้นั้น ก็ดูดีมีสง่า น่าเลื่อมใส หากแต่งตัวไม่เป็น ถึงจะหน้าตาดีแค่ไหน ผู้นั้นก็หมดสง่าราศี ยิ่งหน้าตาไม่ดีอยู่แล้ว ยังเป็นคนแต่งตัวไม่เป็นอีก ก็ยิ่งแย่ไปใหญ่

หากอยากดูดี น่าเชื่อถือ น่าศรัทธา น่าเลื่อมใส ควรพิถีพิถันดูแลตัวเอง อยู่กับสังคม เราก็ต้องแคร์สังคม เราต้องใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นด้วย แม้อยู่ในบ้าน คนที่ใส่ใจตัวเอง เขาจะแต่งตัวให้ดีน่าเลื่อมใสเหมาะสมในบ้าน บ้านผู้ดีมีคฤหาสถ์งาม เขาจะแต่งตัวเหมือนเทวดานางฟ้าอยู่เสมอ บนวิมานสวรรค์ เทวดานางฟ้าจะงามอยู่เสมอ ดังนั้นผู้ดีทั้งหลาย ซึ่งมีบ้านปานวิมาน เขาจึงแต่งตัวใกล้เคียงกับเทวดานางฟ้าแม้เวลาอยู่ในบ้าน

ส่วนคนธรรมดาทั่วไป มีบุญกรรมแค่นั้น ก็ควรมีความคิดให้งาม ให้สูงขึ้น ไม่ควรปล่อยตัวเกินไป ไม่ควรคิดว่าก็บ้านของเรา แต่งตัวแบบไหนก็ได้ คิดอย่างนั้น เป็นการไม่ให้เกียรติตนเอง หากมีคนมาหากะทันหัน เราอาจจะน่าเกลียดเกินไปก็ได้ และอย่าคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิไม่เห็น

เพราะฉะนั้น การให้ผ้านั้น คือการให้ความงาม ท่านสุภาพสตรีมากมาย จึงนิยมถวายไตรจีวรแด่พระสงฆ์ เพราะผลบุญจะทำให้ตนงาม ซึ่งมีความหมายถึงชีวิตในขณะนี้ด้วย ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น

การให้ความสุข

การให้ยวดยานพาหนะ เป็นการให้ความสุข รวมถึงการอำนวยความสะดวก การให้รองเท้าแก่สมณะพระสงฆ์ ให้ไม้เท้า ให้เตียงตัง สร้างสะพาน ทำบันได ช่วยเหลือ บริการผู้อื่น แม้กระทั่งช่วยผู้อื่นล้างถ้วยล้างจาน เดินไปบนถนน เห็นเศษขยะถูกทิ้งไว้บนถนน ก็หยิบใส่ถังขยะ

ทำงานบริการผู้อื่นถึงแม้ว่าจะเป็นอาชีพ แต่หากมีจิตเลื่อมใสทำงานไปด้วย บริการด้วยใจจริงให้มันเหนือกว่าค่าจ้าง ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น คือการทำให้ผู้อื่นมีความสุข ให้ผู้อื่นพอใจ สุขใจ เมื่อคนอื่นสุขใจ เขาก็จะบริการเราตอบเช่นกัน ผลกรรมนี้ เราไปไหนมาไหน ก็จะมีคนคอยบริการเราทุกที่ทุกแห่ง ทำอะไรก็สำเร็จได้ง่าย มันโล่งโปร่งใส หากมีอุปสรรคบ้าง ก็จะแก้ไขได้ไว ได้ง่าย

การบริการผู้อื่นให้มีความสุขด้วยน้ำใสใจจริง ก็คือการเปิดทางโล่งโปร่งใส ไร้ขรุขระให้แก่ตัวเรานั่นเอง

ให้ประทีปแสงสว่างชื่อว่าให้ดวงตา

อะไรก็ตามที่ช่วยเพิ่มให้มองเห็น ล้วนเป็นแสงสว่าง ปัจจุบันมีผู้ใจงามมากมายนิยมทำบุญ(ค่ำน้ำ)ค่าไฟตามวัดวาอารามและสถานที่อื่นๆ ก็เป็นการให้แสงสว่าง หากทำด้วยปัญญาเห็นเหตุผลของการให้แล้วอธิษฐานบุญไว้ด้วย จะทำให้เราเป็นคนมีตาทิพย์ เหมือนพระอนุรุทธเถระ ท่านสามารถมองเห็นจักรวาลอื่นเป็นแสนๆจักรวาล

ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่าให้ทุกอย่าง

มีกำลังแล้ว ไม่มีที่พักไม่มีที่นอนก็แย่ งามหล่อไร้ที่พักก็แย่ ทำอะไรสะดวกก็จริง แต่ไร้ที่พักก็แย่ มีแต่ไฟไร้ที่ติดไฟก็ยิ่งแย่ใหญ่ หรือมีฟืนไฟไม่มีบ้านอยู่ก็แย่ ไร้ที่พักอาศัยอันตรายก็มีรอบด้าน ทั้งภัยจากคนไม่ดี ทั้งภัยจากธรรมชาติ มีทรัพย์สมบัติหากไร้ที่พักอาศัยไร้ที่เก็บก็อันตราย

ที่พักอาศัย คือทุกอย่างของชีวิต บ้านคือทุกอย่างของชีวิต คนที่ให้ที่พักแก่ผู้อื่น เขาคือคนที่ทำให้ตัวเองมีทุกอย่าง

การช่วยทำที่พักแก่ผู้อื่น การบริจาคที่พักแก่ผู้อื่น การให้ที่พักแก่ผู้อื่น เป็นการทำทุกอย่างให้แก่ตัวเอง

การสร้างกุฎิถวายพระสงฆ์ เป็นการให้ทุกอย่าง เราก็จะมีความสุขทุกอย่าง การได้ร่วมสร้างที่พักแก่ผู้อื่น หรือร่วมสร้างที่พักแก่พระสงฆ์ ก็เป็นการให้ทุกอย่าง การได้ร่วมกันสร้างวัดเป็นการให้ทุกอย่าง เราก็จะได้ทุกอย่าง แต่การให้นั้น ต้องประกอบด้วยความเลื่อมใส ศรัทธาอย่างแท้จริง หากสักแต่ว่าทำๆไป ไม่อิ่มเอิบในบุญ หรือยึดมั่นในบุญของตนเอง เช่นเราได้ทำสิ่งนั้นๆแล้วเกิดทิฏฐิมานะ พองโตในตัวเอง หรือได้คุยทับผู้อื่น ก็จะไม่ได้บุญอะไรนัก ไม่ชื่อว่าให้ทุกอย่าง เพราะยังมีตัวตนในบุญนั้นอยู่ มันไม่ใช่ผู้อื่น แต่เป็นการให้เพื่อตนเอง

เวลาให้แล้วปลื้มใจ สุขใจ อิ่มใจในบุญนั้น จึงจะชื่อว่าให้ทุกอย่าง หากยึดมั่นเมื่อไหร่ก็ทุกข์ในบุญเมื่อนั้น

การที่เราจะเป็นคนที่ให้กำลัง ให้ความงาม ให้ความสุข ให้ด้วงตา ให้ทุกอย่างได้ ก็ต้องมีธรรมะ คนไม่มีธรรมะประพฤติตนดังกล่าวไม่ได้เลย คนที่ให้เรารู้การให้อย่างนี้ คนผู้นั้นได้ให้สิ่งที่เป็นอมตะแก่เรา ความดีงามยิ่งใช้ออกไป ยิ่งให้ออกไปมันยิ่งเพิ่ม มันยิ่งมีความสุขเพราะใจเราเป็นธรรมะ สิ่งเดียวเท่านั้นที่ยิ่งประพฤติยิ่งสูงไม่มีตกต่ำ คือธรรมะ

ให้ธรรมะเป็นการให้สิ่งอมตะ

หากเราไม่มีธรรมะ เราอาจจะให้สิ่งดังกล่าวข้างต้นได้ แต่เมื่อใดมีอุปสรรคจากตัวเอง หรือจากผู้อื่น เมื่อนั้นเราก็อาจจะหยุดให้ได้ แต่หากเรามีธรรมะแล้ว ไม่มีทางเลยที่เราจะหยุดให้ เรายิ่งชอบการให้ เรามีความสุขจากการให้ เพราะฉะนั้นท่านที่ให้ธรรมะแก่เรา จึงชื่อว่าให้สิ่งที่เลิศกว่าสิ่งทั้งปวง เป็นการให้สิ่งที่เป็นอมตะ หากเราให้ธรรมะแก่ผู้อื่น เราก็ชื่อว่าให้สิ่งที่เลิศกว่าสิ่งทั้งปวง แต่ต้องมีปัญญาในการให้ หากไม่มีปัญญาในการให้ เราผู้ให้ก็โง่ คนรับก็มึนงง

หากเราเป็นผู้ให้สิ่งทั้งหลายดังกล่าว แล้วไม่ทำบาป ทางกาย วาจา ใจด้วย ผลบุญก็จะเกิดเร็ว หากทำบุญด้วยทำบาปไปด้วย ผลกรรมก็งัดข้อกันเอง แย่งกันให้ผล

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=15&siri=42

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar