Buddhadhamma Tepitaka Kisagotamisutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Kisagotamisutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Kisagotamisutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Kisagotamisutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง กีสาโคตมีสูตร

เมื่อจิตเข้มแข็งแล้ว เราจะก้าวพ้นปัญหาอย่างมีความสุข

กุฎุมพีคนหนึ่ง ณ กรุงสาวัตถี มีทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ กลายเป็นถ่านไปหมด กุฎุมพีมิได้ขนถ่านไปทิ้ง คิดว่าจักมีคนมีบุญสักคน เป็นแน่ ด้วยบุญของผู้นั้นทรัพย์จักกลับเป็นปกติอีก จึงเอาทองและเงินที่เป็นถ่านนั้นใส่ถาดเต็มหลายถาดเอาไปวางไว้ที่ตลาดแล้วนั่งอยู่ใกล้ๆ ทำเหมือนขายถ่าน

ต่อมามีหญิงสาว ธิดาของตระกูลยากจนคนหนึ่งเดินผ่านมา เห็นทรัพย์นั้นจึงกล่าวกะกุฎุมพีว่า ทรัพย์ที่ตลาดมีถึงเพียงนี้ ที่เรือนจักมีมากเพียงไร

กุฎุมพีถามว่า แม่หนู เธอเห็นอะไรจึงได้พูดอย่างนี้

นางตอบว่า เห็นเงินและทองนี้จ๊ะ

กุฎุมพีคิดว่า หญิงคนนี้ชะรอยจักเป็นผู้มีบุญ จึงถามถึงที่อยู่ของนาง เก็บงำสิ่งของไว้ที่ตลาดแล้วเข้าไปหามารดาบิดาของนาง ขอให้นางแต่งงานกับลูกชายตน

เมื่อนางแต่งงานกับลูกชายเศรษฐี ต่อมาคลอดบุตรชายคนหนึ่ง บุตรได้ตายในเวลาพอเดินได้ นางเกิดในตระกูลเข็ญใจ แม้ได้อยู่ในตระกูลใหญ่ ก็เกิดความเศร้าโศกอย่างหนัก จึงไม่เผาศพบุตร อุ้มซากบุตรนั้นเที่ยวพร่ำเพ้อไปทั่วนคร ขอความช่วยเหลือจากหมอต่างๆ แต่ไม่มีใครช่วยนางได้

วันหนึ่ง นางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดประทานยาเพื่อให้ลูกหายจากโรคด้วยเถิดเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเข้าไปในกรุงสาวัตถี เอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนที่ไม่มีคนเคยตายมา เมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจักเป็นยาของลูกชายของเธอ

นางก็อุ้มศพลูกชายเข้าไปสู่นคร ไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก ก็ได้เมล็ดผักกาด แต่เมื่อถามบ้านนี้เคยมีคนตายไหม ได้รับคำตอบว่า มี

นางก็ทิ้งเมล็ดผักกาดที่ได้จากบ้านหรือมีญาติที่เคยตาย ไปกี่บ้านๆ ก็ได้คำตอบเหมือนกัน

นางจึงคิดว่า ความตายนี้เป็นธรรมดาของคนทุกคน ไม่ว่าเราหรือลูก ดังนี้แล้ว จึงทิ้งศพไว้ที่ศาลาแล้วกลับมาหาพระพุทธเจ้า ขอบวชเป็นภิกษุณีเลย

พระศาสดาทรงส่งไปสำนักนางภิกษุณีด้วยพระดำรัสว่า จงให้หญิงนี้บวชเถิด

นางบรรลุพระอรหัตในขณะจรดปลายมีดโกนนั่นเอง

อธิบายธรรม

บรรดาความเจ็บปวดของผู้หญิงนั้น ยากนักที่จะเทียบความเจ็บปวดอันเกิดจากลูกน้อยสุดที่รักตายไป นางกีสาโคตมีแม้ลูกตายแล้ว นางก็ยังมีความหวังว่าจะได้ชีวิตลูกกลับคืน แต่เวลาไปขอความช่วยเหลือจากใคร แต่ละคนก็ปฏิเสธหมด พร้อมกับพูดกับนางว่า “บ้า”

ถึงกระนั้น นางก็ยังไม่หมดความหวัง จึงไปหาพระพุทธเจ้า เมื่อถึงพระพุทธองค์แล้ว นางก็ได้ความหวังเต็มเปี่ยมจริงๆ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ปฏิเสธนางเลย อีกทั้งยังบอกยาที่จะช่วยให้ลูกฟื้นด้วย

นางเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง แต่เมื่อไปหายาแล้ว ก็ได้ยา แต่ไม่ตรงข้อเงื่อนไขของยาที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ นางยิ่งหา ก็ยิ่งได้คำตอบเหมือนเดิม แล้วนางก็ได้คำตอบของชีวิตด้วยตัวเอง ทิ้งศพลูกชายแล้วมาขอบวชเป็นภิกษุณีทันที

อัจฉริยะของหมอผู้ประเสริฐของโลก ฉลาดที่สุดในโลก ไม่มีใครเทียบได้กับพระพุทธเจ้าเลย การพูดว่า ความตายเป็นของธรรมดา ใครๆก็พูดได้ แต่การให้คนเข้าใจความเป็นธรรมดาของความตายนี้ แล้วหาทางหลุดพ้นจากความตายนี้ มันยากมาก สังเกตุดูบนโลกนี้ จะมีสักกี่คนที่เห็นความตายแล้วเบื่อสุดๆ เบื่อจนกลัวแล้วตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญธรรม ทั้งทาน ศีล ภาวนา เพื่อหลุดพ้นจากการตายอันไม่มีที่สุดสิ้นได้

ส่วนใหญ่เบื่อ กลัวความตาย แต่ก็ปฏิบัติเพื่อเกิดแล้วตาย เกิดแล้วตายอยู่ซ้ำๆอย่างนั้น

ธรรมะหากไม่เกิดขึ้นในใจของผู้ปฏบัติเอง ถึงจะมีครูอาจารย์สอนเป็นร้อยเป็นพัน คำสอนนั้นก็คงอยู่อย่างนั้น อย่างมากเป็นได้เพียงแค่เครื่องมืออ้างว่า “เราเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์นั้นอาจารย์นี้”

พระเถรีกีสาโคตมี เป็นพระอรหันต์แล้ว ปลีกวิเวกอยู่ในป่า ก็ยังมีคนมาพูดถากถาง หากเป็นคนยังมีกิเลสอยู่คงต้องทะเลาะกันหนักมาก เพราะคำพูดของมาร นี้ชวนทะเลาะจริงๆ ว่า

“ลูกตายแล้ว ก็มาแอบร้องไห้อยู่ในป่าคนเดียว

หรือว่ามาดักคอยผู้ชาย (หาผู้ชายทำลูกอีก)”

ถ้าเป็นคนธรรมดา ต้องมีเรื่องแน่นอนที่มีคนมาเยาะเย้ยถากถางกระแทกแดกดันถึงขนาดนี้

แต่กระแทกแดกดันกับพระอรหันต์ ผู้มีกิเลสสิ้นซากแล้ว หมดจิตที่โลภ โกรธ หลงแล้ว เหลือแต่กุศลจิตที่สวยงาม ผ่องใสอยู่เสมอ คำพูดอันเผ็ดร้อน ก็ร้อนไหม้คนพูดแต่ผู้เดียว

พระเถรีจึงตอบว่า

“ลูกตายนานแล้ว

ผู้ชายทุกคนต้องตายทั้งนั้น(จะมัวหาไปทำไม)

ท่านมารเอย

เรากำจัดความเพลิดเพลินแบบกิเลสหมดแล้ว (ไม่ต้องไปหาผู้ชายหรอก)

เราทำลายความมืด ชนะความตาย อยู่อย่างไร้กิเลส (เป็นสุขยิ่งนัก)

มารคิดผิด ถูกตอบกลับแบบนี้ ก็หมดทางไปต่อ จึงหายตัวไปเลย

เราไม่ใช่พระอรหันต์ แต่เราก็เอาแบบอย่างท่านดำเนินชีวิตได้ ใครด่าว่า ใครตำหนิ ใครใส่ร้าย ใครไม่พอใจ หากเราไม่ปล่อยให้กิเลสของเราออกมารับ คำเหล่านี้ก็กลายเป็นเหยื่อของสติและปัญญา คือสติปัญญาเราเพิ่มขึ้นด้วยการพิจารณาคำนั้นแล้วก็ปล่อยทิ้งไป ใครก่อไฟด้วยคำเหล่านี้ ไฟนั้นก็ไหม้ใจของผู้นั้นคนเดียว หากเราไม่มีสติปัญญาเราก็ร่วมกับเขาใส่ฟืนให้ไฟไหม้ใจของตน ร้อน ทรมาน

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=15&siri=164

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar

Deine E-Mail-Adresse wird nicht veröffentlicht. Erforderliche Felder sind mit * markiert.

Diese Website verwendet Akismet, um Spam zu reduzieren. Erfahre mehr darüber, wie deine Kommentardaten verarbeitet werden.