Buddhadhamma Tepitaka Maha Assapurasutta2_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Maha Assapurasutta2_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Maha Assapurasutta2_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Maha Assapurasutta2_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่องมหาอัสสปุรสูตร

เป็นคนดีมีธรรมะแล้ว ผู้อื่นจะได้ประโยชน์และความสุข

เมื่อคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ตำบลอัสสปุระ แคว้นอังคะ ได้ทรงธรรมนี้แก่พุทธบริษัท ณ สถานที่แห่งนั้น

โดยความแห่งธรรมนั้น ประมาณนี้ว่า

เมื่อชาวบ้านเรียกพระภิกษุว่า เป็น “สมณะ” พระพุทธองค์ทรงให้พระภิกษุประพฤติธรรมที่ทำให้เป็นสมณะ ประพฤติธรรมที่ทำให้เป็นพราหมณ์ เมื่อประพฤติแล้ว ก็จะเป็นสมณะจริงๆ ไม่ใช่เพียงสักว่า คำพูดที่เรียกพระว่า “สมณะ” เท่านั้น

ที่เรียกว่า “สมณะ” เพราะระงับอกุศลธรรมได้ ที่เรียกว่า “พราหมณ์” เพราะลอยอกุศลธรรมออกไปได้ ไม่ถูกอกุศลธรรมเกาะจิต

เมื่อระงับกิเลสได้ ชีวิตก็เบาสบาย ไม่เหน็ดเหนื่อยใจเพราะกิเลส ถึงแม้ว่าจะระงับกิเลสไม่ได้หมด ทำลายกิเลสไม่ได้หมด ก็หมั่นเพียรพยายามเพื่อระงับเพื่อละ ก็ชื่อว่าเป็นสมณะที่งามยิ่ง

ผู้ที่ถวายจีวร (สิ่งของเครื่องนุ่งห่ม) ถวายอาหารบิณฑบาต ถวายเสนาสนะที่พักอาศัย ถวายคิลานเภสัช ยูกยารักษาโรค แม้สิ่งของอาบน้ำ สบู่ยาสีฟัน ครีมกันผิวแตก ผิวแห้งก็เป็นยาเช่นเดียวกัน แก่ท่านที่เป็นสมณะ มีกิเลสลอยไปแล้ว จักมีอานิสงส์มาก มีผลมาก ผู้ถวายทั้งหลายก็มีความสุขที่ได้ถวาย แม้สมณะเป็นคนดีขนาดนี้แล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสให้พระภิกษุไม่ควรหยุดการเป็นคนดีเพียงแค่นั้น ต้องหมั่นเพียรพัฒนาตนให้เป็นคนดียิ่งๆขึ้นไป จนถึงความเป็นพระอรหัต

ยิ่งพระภิกษุเป็นคนดีมีกิเลสน้อย หรือกิเลสดับไปได้มากเท่าไหร่ ความสุขก็มีปริมาณมากยิ่งขึ้น ทายกทายิกาผู้ถวายปัจจัยสี่ดังกล่าวข้างต้น ผลแห่งบุญก็ยิ่งเพิ่มมาก อานิสงส์ก็ยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น

การได้คบ ได้เสวนา ได้ฟังธรรม ได้ถวายปัจจัยสี่แก่สมณะจริงๆแม้เราไม่รู้ว่ามีผลมากมีอานิสงส์มาก แต่พลังแห่งการถวายก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ยิ่งเรารู้ว่าเป็นสมณะจริงๆ เรายิ่งจะปลื้มใจ อิ่มใจ การมีสมณะจริงๆเป็นกัลยาณมิตร ความเบาสบาย ความบริสุทธิ์จะเกิดแก่เราด้วย สมณะตรงกันข้าม เราจะเครียด หรือไม่เครียด ก็จะหลงทำกรรมอันมัวหมองตามไปด้วย

การเป็นคนดีแบบสมณะ นอกจากเป็นความสุขบริสุทธิ์เฉพาะตนแล้ว ยังเป็นเงื่อนไขให้ผู้อื่นมีความสุขด้วย การเป็นคนดีในแบบสมณะ จึงเหมือนเป็นดอกไม้ที่สวยสด งาม หอม สดชื่น ใครได้เห็นก็สุขใจ ได้ดมกลิ่นก็สุขใจ ได้สูดกลิ่นหอมสู่ร่างกายก็สดชื่น เบากาย โล่งกายด้วยพลังแห่งความงาม ความหอมที่สุดชื่นนั้น

การเป็นคนดีมีธรรมะ เป็นเรื่องเฉพาะตนก็จริง แต่เรื่องของตนนั้นก็คือเรื่องของผู้อื่น คนอื่นได้ประโยชน์และความสุขจากการเป็นคนดีของเราเท่านั้น จึงจะเป็นเครื่องวัดว่าเราเป็นคนดีมีธรรมะ

คนเก็บตัวอยู่คนเดียวในบ้าน ไม่คบเพื่อนบ้าน ออกนอกบ้านเวลาทำงาน เวลาหาอาหาร หรือท่องเที่ยวไปแห่งใดก็ตาม เขาไม่ผิดศีลห้าเลย แต่เขาไม่เคยช่วยเหลือสังคม ทำงานก็เฉพาะอะไรที่เกี่ยวกับตนเท่านั้น นอกนั้นไม่เอา ไม่เคยให้น้ำใจแก่ใครเลย คนอย่างนี้ เราจะเรียกว่าเป็นคนดีก็พอได้ แต่ความดีเขาไร้สีไร้กลิ่นหอม แม้แมลงก็ไม่ตอม ไม่เกาะเพราะไม่มีน้ำหวานเลย

เราจึงควรยึดการเป็นคนดีในแบบของสมณะ เวลาทำอะไร ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ที่ต้องทำให้ดีที่สุด ก็เพื่อพัฒนาตัวเอง มีงานเป็นสถานที่บำเพ็ญความดี เพียงแค่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ก็เป็นเสน่ห์ให้คนอื่นอยากอยู่ใกล้แล้ว และเอาความตั้งใจทำงานนั้นเผื่อแผ่ทำให้คนอื่นด้วยตามสถานการณ์ตามความเหมาะสม คนทำงานดีมีน้ำใจมีกาละเทศะ แม้มีเพียงคนเดียวในสำนักงานนั้นๆ เขาจะเป็นดั่งน้ำชโลมดินให้พืชงอกงาม

คนดี เวลาทำอะไร ไม่ใช่เพียงเพราะแค่หน้าที่เท่านั้นจึงทำ แต่ควรคิดว่า เราจะทำให้ดีที่สุดด้วยความสามารถที่มี นอกจากดีที่สุดแล้ว งานของเราไม่ควรทำลายผู้อื่น ควรมองรอบๆว่า ทำอย่างไรคนรอบตัวจะมีความสุขด้วย จากการกระทำของเรา ไม่ใช่การพยายามเอาอกเอาใจคน หรือเอาใจทุกคน การทำอย่างนี้ไม่ใช่การกระทำของคนดี

คนดีมีธรรมะ ทำงานด้วยความดี ทำงานเพื่อความดี ไม่ใช่เพื่อได้ดี คนรอบข้างจะชื่นชอบชื่นชมเอง เป็นความชื่นชอบที่ไม่มีเงื่อนไข ส่วนคนที่พยายามทำให้ผู้อื่นถูกใจนั้น คือทาส หมดอิสรภาพในตัวเอง เพราะมีเงื่อนไขเยอะ

การมีธรรมะ การประพฤติธรรมะ เน้นที่ตัวเองก็จริง แต่ผลปรากฎที่ผู้อื่น เหมือนมีดคม ตอนที่ตัดสิ่งอื่น(เพราะมีดคม) ดอกไม้งามหอมสดชื่นที่ผู้อื่นสัมผัส (เพราะดอกไม้งามหอมสดชื่น)

การได้ความเป็นมนุษย์ ถึงจะประสบความสำเร็จในการทำงาน ในการมีเงินทรัพย์สิน ในการมีเกียรติ ชื่อเสียง แต่หากผู้อื่น สังคมไม่ได้ประโยชน์ดีงามบ้างจากเรา ความสำเร็จนั้น ก็เป็นเพียงตั๋วเดินทางไปสู่อบายภูมิ สู่มนุษย์ชั้นต่ำเท่านั้น

ต้นหญ้าน้อยๆเกิดมาแล้ว ยังทำประโยชน์แก่ดิน ทำให้ดินชุ่มชื้น ผลิตอาการบริสุทธิ์แก่โลก เป็นมนุษย์แล้ว แสวงหา กอบโกยทรัพย์สิน ได้มากหรือน้อย กอบโกยเกียรติมากหรือน้อยแล้วก็ตายไป คนอื่นไม่ได้ประโยชน์ดีงามอะไรเลยจากมนุษย์ผู้นั้น เขาก็ต้องไปอบายแน่นอน เพราะมนุษย์มีจิตด้วย ไม่ใช่มีแค่กาย

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=12&siri=39ข้อที่ ๔๑๕-๔๒๐

You may also like...

Popular Articles...