Buddhadhamma Tepitaka Metta katha Akara 8 PM-1

Buddhadhamma Tepitaka Metta katha Akara 8 PM-1
Buddhadhamma Tepitaka Metta katha Akara 8 PM-1
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Metta katha Akara 8 PM-1

ทบทวนธรรม

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง เมตตากถา

ตอน อาการของจิตที่เป็นเมตตา หรือ ลักษณะของจิตที่เป็นเมตตา กับอินทรีย์ ๕

เกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบได้เจอพระพุทธศาสนา สอนให้เรามีเมตตาต่อกัน ทั้งต่อมนุษย์ด้วยกัน ต่อเทวดาสิ่งศักด์สิทธิ์ทั้งหลาย ต่อสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน เป็นความประเสริฐจริงๆ ไม่ใช่สอนให้เรามีเมตตาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้ายังสอนให้เรามีธรรมะด้วย ควบคู่กับการมีเมตตา

เทวดา พรหม ทุกชั้น หากมีธรรมะด้วย มีเมตตาด้วย ก็ประเสริฐยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนสัตว์เดรัจฉาน นั้น สอนให้เขามีเมตตายากเหลือเกิน เพราะเขาไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ แต่สัตว์เดรัจฉานนั้นมีความรักได้ แต่สัตว์เดรัจฉานมีเมตตานั้น หาได้ยากเหลือเกิน อบายภูมินอกนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงเลยว่าเขาจะมีเมตตาได้ เพราะเขามีอกุศลนั้นเอง จึงไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน

เราเป็นมนุษย์ หากไร้เมตตาต่อกัน จะมีอะไรแยกได้ว่า เรากับสัตว์เดรัจฉานหรือสัตว์อบายภูมิอื่นต่างกันหรือเหมือนกัน

ความโกรธ ไม่ชอบ อิจฉาริษยาและอคติ จะทำให้เราไม่มีเมตตา จะมีประโยชน์อะไรกับเงินทอง เกียรติยศ ศักดิ์ศรีอันไร้เมตตา ที่อย่างมากสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นทางพาเราไปสู่อบายภูมิ คนไร้เมตตา หาความเย็นไม่ได้

เราเกิดมาเจอพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์สอนให้เรามีเมตตาต่อกัน เป็นความประเสริฐยิ่งนัก หมดพระพุทธศาสนาเมื่อไหร่ เราก็ไม่รู้จักเมตตา เกิดในยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนา นับถือศาสนาอื่น หรือแม้นับถือศาสนาพุทธ แต่ใจไร้เมตตา ก็น่าเสียดายอย่างยิ่ง

เมตตาทำให้เรามีความสุข

อาการที่จิตเป็นเมตตา มี ๘ ลักษณะ แบ่งเป็นฝ่ายทุกข์ ๕ ประการ ฝ่ายเป็นสุข ๓ ประการ ฝ่ายทุกข์ ๕ ประการนั้น ดังนี้

๑. เว้นการคิดบีบคั้น ไม่บีบคั้น (ทำให้เจ็บปวดข้างในสรีระ)

๒. เว้นการคิดฆ่า ไม่ฆ่า (ฆ่าสรีระข้างนอก)

๓. เว้นการคิดทำให้เดือดร้อน ไม่ทำให้เดือดร้อน (ให้เขาเดือดร้อนใจโดยประการต่างๆ)

๔. เว้นการคิดย่ำยี ไม่ย่ำยี (ไม่ย่ำยีจนเขาสิ้นชีวิต)

๕. เว้นการคิดเบียดเบียน ไม่เบียดเบียน

ฝ่ายทุกข์ ๕ ประการนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสว่า “เว้น” นำหน้าการทำให้เป็นทุกข์ทั้ง ๕ ข้อ เช่น ไม่บีบคั้น ก็ทรงตรัสเว้นการบีบคั้นนำหน้าด้วย โดยความหมาย คือ แม้ความคิดที่จะบีบคั้นเขาก็พยายามขจัดออกจากจิตของเราให้ได้ จึงได้ประโยคเต็มว่า “เว้นความบีบคั้น ไม่บีบคั้น” แปลว่า เว้นการคิดบีบคั้นผู้อื่น และอย่าบีบคั้นผู้อื่น

ฝ่ายที่เป็นสุข ๓ ประการ ดังนี้

๖. จงเป็นผู้ไม่มีเวร คือ อย่าให้เขาก่อเวรกัน

๗. จงเป็นผู้มีสุข อย่ามีทุกข์ คือให้เขามีความสุข

๘. จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์ คือให้มีความสุขเรื่อยๆ

ลักษณะของจิต ๘ ประการนี้ ชื่อว่า “เมตตาจิต”

จิตที่คิดถึงธรรมะ ๘ ประการนี้ ฝืนจิตให้เป็นธรรม ๘ ประการนี้ ชื่อว่า “เจโต”

จิตที่พ้นจากการคิดร้ายๆ และกิเลสที่รุมเร้าไม่ให้เราเกิดเมตตาจิต ชื่อว่า “วิมุตติ”

เมตตาเจโตวิมุตติ คือจิตที่พ้นจากการถูกครอบงำด้วยกิเลส จึงเบาสบายและมีความสุข

ผู้เจริญเมตตา กำหนดความรู้สึกด้วยอาการ ๘ นั้น แล้วแผ่เมตตาไปไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ อย่างนี้

เพียรพยายามทำจิตให้เป็นเมตตาด้วยอาการ ๘ ประการดังกล่าว แล้วกล่าวแผ่เมตตาในใจว่า

๑. ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มีสุขรักษาตนเถิด

๒. ขอปาณชาติทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มีสุขรักษาตนเถิด

๓. ขอภูตทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มีสุขรักษาตนเถิด

๔. ขอบุคคลทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มีสุขรักษาตนเถิด

๕. ขอผู้ที่นับเนื่องด้วยอัตภาพทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มีสุขรักษาตนเถิด

ต่อไปให้น้อมเอาธรรมะมาปฏิบัติในใจ ตอนนี้ ให้เอาอินทรีย์ ๕ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา หรือศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์

ผู้เจริญเมตตาน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาว่า

“ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มี

ความปลอดโปร่ง มีสุขเถิด” เมตตาเจโตวิมุตติชื่อว่าอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์

ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรว่า “ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีสุขเถิด” เมตตาเจโตวิมุตติชื่อว่าอบรมแล้วด้วยวิริยินทรีย์

ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้มั่นว่า “ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีสุขเถิด”เมตตาเจโตวิมุตติชื่อว่าอบรมแล้วด้วยสตินทรีย์

ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตไว้มั่นว่า “ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีสุขเถิด”เมตตาเจโตวิมุตติชื่อว่าอบรมแล้วด้วยสมาธินทรีย์

ผู้เจริญเมตตารู้ชัดด้วยปัญญาว่า “ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีสุขเถิด”

เมตตาเจโตวิมุตติชื่อว่าอบรมแล้วด้วยปัญญินทรีย์

ลำดับต่อไป ให้น้อมเอาอาการที่ ๒ คือ ปาณชาติ แผ่ไปด้วยอินทรีย์ ๕ อาการที่เหลือก็ให้ปฏิบัติอย่างเดียวกัน เท่ากับว่าเราได้แผ่เมตตา ๕x๕=๒๕ ครั้ง

การหมั่นทำจิตให้เป็นเมตตาบ่อยๆ จิตก็จะเป็นอินทรีย์ ๕

การทำจิตให้เป็นเมตตา การแผ่เมตตาจิตที่ไม่มีธรรมะดังกล่าวประกอบด้วย เป็นความดีเช่นเดียวกัน แต่เป็นความดีที่ยังวนเวียนอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดซ้ำซาก

แต่หากมีธรรมะดังกล่าวประกอบด้วย เราจะเป็นคนมีเมตตาที่มีธรรมะ และธรรมะนี้ จะพาเราพ้นจากวัฏสงสาร

ในโลกใบนี้ มีคนที่ทรงเมตตาไม่น้อย แต่ท่านเหล่านั้น เป็นเพียงผู้ทรงเมตตาเท่านั้น ท่านจึงไม่รู้ว่า จะพ้นจากวัฏสงสารด้วยเมตตาธรรมอย่างไร เพราะไม่มีธรรมะอันนำไปสู่การพ้นทุกข์

หากเรามีเมตตาและมีธรรมะดังกล่าวเป็นตัวใช้เมตตาจิต เราจะมีความสุขมาก สุขจนพาเราพ้นทุกข์ พ้นวัฏสงสาร

คนรู้ธรรมะน้อยหรือมาก คนทำบุญมากหรือทำบุญน้อย หากไม่มีเมตตาธรรม ก็ไม่ใช่คนดีเท่าไหร่นัก เพราะเขาเป็นเพียงแค่มนุษย์ทำบุญ เท่านั้น เขาเพียงแค่จดจำหลักธรรมได้แค่นั้นเอง ส่วนคนที่ทำบุญด้วย รู้ธรรมะด้วยและมีเมตตาจิตด้วย ผู้นั้นคือคนดีจริงๆ

อ้างอิง เมตตากถา ข้อที่ ๒๓

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=31&siri=73

 

weiter mit Dhamma Podcast Wat Dhammavihara Hannover

You may also like...

Popular Articles...