Buddhadhamma Tepitaka Nanatitthisutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Nanatitthisutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Nanatitthisutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Nanatitthisutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง นานาติตถิยสาวกสูตร

ไม่ว่าจะนับศาสนาใดหากเป็นดีก็ไปเกิดบนสวรรค์ได้ทั้งนั้น

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป พวกเทพบุตรผู้เป็นสาวกของเดียรถีย์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก คือ อสมเทพบุตร สหลีเทพบุตร นิกเทพบุตรอาโกฏกเทพบุตร เวฏัมพรีเทพบุตร มาณวคามิยเทพบุตร มีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่ววัดเวฬุวัน

แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร

เทวดาเหล่านี้ สมัยเป็นมนุษย์เป็นลูกศิษย์ของศาสดาเหล่านี้ ถึงเชื่อตามครูอาจารย์ที่สอน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำชั่วทางกาย วาจา ใจ ดังนั้น เมื่อตายแล้ว จึงเกิดเป็นเทวดา

การช่วยเหลือสังคมของคนใจดีใจบุญมีมากมายทั่วโลก มีกันทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์ทุกศาสนา

เทวดาที่เป็นพรหม คือเทวดาที่จิตสะอาดเพราะทำสมถกรรมฐาน มีมากมาย พรหมเหล่านี้ มีมากมายนับไม่ได้ เกิดในยุคสมัยที่ไม่มีพระพุทธศาสนา

อสมเทพบุตรยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ปรารภปูรณะ กัสสปะว่า

ท่านปูรณะ กัสสปะมองไม่เห็นบาปหรือบุญของตนในเพราะการตัด การฆ่า การโบย การเสื่อมทรัพย์ ท่านจึงบอกให้สบายใจเสีย บาปบุญไม่มี

สมควรที่จะยกย่องท่านว่าเป็นศาสดาในโลกนี้

เจ้าลัทธินี้คือ ปูรณกัสสปะ

เป็น อกิริยทิฐิ เป็นลัทธิที่มีความเห็นว่า ทำก็ไม่เชื่อว่าทำ เช่นบุญบาปไม่มี ความดีความชั่วไม่มี

ต่อมา สหลีเทพบุตรได้กล่าวปรารภมักขลิ โคศาลต่อไปว่า

ท่านมักขลิ โคศาล สำรวมตนดีแล้ว

ด้วยการกีดกันบาปด้วยตบะทำตัวลำบากๆ ละวาจาที่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เป็นผู้สม่ำเสมอ งดเว้นจากสิ่งที่มีโทษ พูดจริง เป็นผู้คงที่ ไม่ทำบาปแน่นอน

เจ้าลัทธินี้ คือ มักขลิโคศาล

ยึดอเหตุกทิฐิ เป็นลัทธิที่มีความเห็นว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายจะได้ดี ได้ชั่ว ได้สุขหรือทุกข์ก็ได้เอง ไม่ใช่เพราะทำดีหรือทำชั่ว อนึ่งสัตว์ทั้งหลายหลังจากท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏแล้วก็บริสุทธิ์ได้เอง ลัทธินี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังสารสุทธิกวาท

แล้วนิกเทพบุตรได้กล่าวปรารภนิครนถ์ นาฏบุตรต่อไปว่า

ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นผู้กีดกันบาป

มีปัญญาบริหาร เห็นภัยในสังสารวัฏ

เป็นผู้ระมัดระวังทั้ง ๔ ยาม

เปิดเผยสิ่งที่ตนเห็นแล้วและฟังแล้ว

เป็นผู้ไม่หยาบช้าแน่นอน

นิครนถ์นาฏบุตร

ยึดอัตตกิลมถานุโยค และ อเนกานตวาท ลัทธินี้ถือการทรมานกายว่าเป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ มีความเป็นอยู่เข้มงวดกวดขันต่อร่างกาย เช่น อดข้าว อดน้ำ ตากแดด ตากลม ไม่นุ่งห่มผ้า เช่น พวกนิครนถ์ ตัวอย่างเจ้าลัทธินี้ คือ นิครนถ์นาฏบุตร หรือ ท่านศาสดามหาวีระ ศาสดาองค์ที่ ๒๔ ของศาสนาเชน

หลังจากนั้น อาโกฏกเทพบุตรกล่าว ปรารภพวกเดียรถีย์ต่างๆ ว่า

ท่านปกุธะ กัจจายนะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร ท่านมักขลิ โคศาล และท่านปูรณะ กัสสปะเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นครูของหมู่ชน บรรลุความเป็นสมณะคือบรรลุธรรมสูงแล้ว ท่านเหล่านั้นเป็นสัตบุรุษแน่นอน

เวฏัมพรีเทพบุตรได้กล่าวตอบอาโกฏกเทพบุตรว่า

ไม่ว่ายุคสมัยไหนๆ สุนัขจิ้งจอกสัตว์เล็กๆ ชั้นเลว จะแสดงตัวให้เสมอราชสีห์เป็นไปไม่ได้ ครูของหมู่ชนเหล่านั้น เป็นคนเปลือย มักพูดคำเท็จ มีพฤติกรรมน่าระแวงสงสัย จะเทียบกับสัตบุรุษไม่ได้เลย

แล้วมารผู้มีบาปต้องการให้เทวดาเข้าใจผิด จึงเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตร เพื่อให้ยึดมั่นหมกมุ่นอยู่กับวัตถุว่าเป็นทางไปสวรรค์ แล้วกล่าวว่า

สัตว์เหล่าใดประกอบด้วยการกีดกันบาปด้วยตบะ(ทรมานตน) รักษาความสงบสงัด ติดอยู่ในรูป เพลิดเพลินในเทวโลก สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าสั่งสอนโดยชอบเพื่อไปปรโลกโดยแท้

(ศาสดาเหล่านั้นคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากการแต่งผม จึงไว้ผมรกรุงรัง เปลือยกายเที่ยวไป ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากผ้า ไม่ต้องดิ้นรนหาเครื่องแต่งตัว ไม่ต้องใช้ผ้าให้เปลืองมันเป็นกิเลส กินอาหารที่พื้นดินหรือกินดุจสุนัข ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากอาหารกินง่ายเหมือนสัตว์นับว่าประเสริฐ อะไรก็กินได้ นอนบนหนามเป็นต้น ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากที่นั่งที่นอน ทรมานกาย ถือว่าหมดกิเลส)

พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “นี้คือมารผู้มีบาป” จึงตรัสแก้เพื่อไม่ให้ลุ่มหลงกับวัตถุสิ่งของว่าเป็นทางไปสวรรค์ว่า

รูปใดๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกหน้า

และแม้จะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที

มาร รูปทั้งหมดนั้นท่านก็สรรเสริญแล้ววางดักไว้ เหมือนบุคคลใช้เหยื่อล่อฆ่าปลา ฉะนั้น

แล้วมาณวคามิยเทพบุตรได้กล่าวปรารภพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

เขากล่าวกันว่า บรรดาภูเขาในกรุงราชคฤห์ ภูเขาวิปุละสูงที่สุด

บรรดาภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่าหิมพานต์ ภูเขาไกรลาสสวยงามสูงที่สุด

สิ่งที่ลอยอยู่ในอากาศ ดวงอาทิตย์เด่นสง่าที่สุด

ห้วงน้ำทั้งหลาย สมุทรเยี่ยมที่สุด

ดวงดาวทั้งหลาย ดวงจันทร์งามที่สุด

บัณฑิตกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเลิศกว่ามนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

นี้คือความคิดของคนที่นับถือศาสนาต่างๆ แม้ตายไปแล้ว เกิดเป็นเทวดาเป็นพรหมแล้ว ก็ตาม ความคิดวิสัยทัศน์ยังเป็นเหมือนเดิมทุกประการ เหมือนสมัยที่เป็นมนุษย์ เทวดาพรหมทั้งหลาย แม้เห็นสรรพสัตว์ทั้งเกิดแก่เจ็บตาย สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม แต่จะให้พรหมเทวดาเบื่อ ก็เป็นไปไม่ได้ แม้เพียงความคิดว่า เราจะหมดบุญเมื่อไหร่ก็ไม่เคยคิด เมื่อคิดไม่เป็น ก็เป็นไม่ได้ที่จะคิดว่า เราหมดบุญจากสวรรค์แล้ว จะไปเกิดเป็นมนุษย์ตรงนั้นตรงนี้ เราจะทำบุญให้มากยิ่งขึ้น หรือเราจะทำกรรมฐานให้มากยิ่งขึ้น จะได้เกิดเป็นพรหมอีก

เป็นราชามหากษัตริย์เป็นจักรพรรดิครอง มนุษย์ได้สวรรค์ได้ ก็คิดไม่ได้ว่า เราจะต้องทำบุญให้มากขึ้น เพื่อเป็นราชามหากษัตริย์ หรือเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ต่อไป

เราเองก็ไม่ได้แตกต่างจากเทวดาสาวกของเดียรถีย์ เราเองก็ไม่ได้แตกต่างจากเทวดาพรหม เราเองก็ไม่แตกต่างจากราชามหากษัตริย์จักรพรรดิผู้ลุ่มหลง เราเคยเป็นมาแล้วทั้งนั้นและเป็นซ้ำซาก แต่เราไม่เคยคิดที่จะทำบุญไว้ให้ยิ่งขึ้นเพื่อจะได้เป็นคนที่มีความสุขดังเทวดาพรหมราชาจักรพรรดินั้นเรื่อยๆ

การเกิดมาเจอพระพุทธศาสนา ไม่ว่ามนุษย์ เทวดา พรหม จึงเป็นการเกิดในช่วงเวลาที่ประเสริฐที่สุด เพราะรู้จักว่าอะไรคือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทำอย่างไรเราจะเกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เป็นราชามหากษัตริย์เป็นจักรพรรดิ เป็นคนสวยเป็นหล่อ

ที่ผ่านมาของชีวิตเราเกิดเป็นอะไรต่างๆนั้น มันเหมือนกับเป็นการจับพลัดจับผลูเป็นคนดี ทำความดี หรือเกิดเจอนักปราชญ์สัตบุรุษผู้รู้ดีรู้ชั่ว เราได้ทำตามคำสอนของผู้นั้น จึงได้สิ่งดี

ที่ประเสริฐยิ่ง การเกิดมาเจอพระพุทธศาสนา คือเรารู้จักวิธีการดับขันธ์ห้า เพราะมีขันธ์ห้า พาไปเกิดในภพภูมิต่างๆ เป็นอะไรต่างๆนานาสารพัด แต่เราก็คิดไม่ได้ รู้ไม่ได้ เราจึงเวียนไปเวียนมาตามภพภูมต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

เทวดาก็รู้การดับทุกข์คือขันธ์ห้า พรหมก็รู้การดับทุกข์คือขันธ์ห้า

ชาตินี้ เกิดมาเจอพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านทั้งหลายอย่านับถือพระพุทธศาสนาเหมือนนับถือลัทธิหนึ่งแค่นั้น ถ้าหากจะนับถือพระพุทธศาสนาแล้วรู้วิธีทำบุญ ก็ทำบุญเพียงเพื่อเกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เป็นราชามหากษัตริย์ ก็ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นคนโชคดีที่เกิดมาเจอพระพุทธศาสนา เพราะเราก็เคยเกิดเป็นคนดังกล่าวมาแล้ว โดยที่ไม่มีพระพุทธศาสนาเราก็เป็นคนดีได้ ทำบุญได้

การได้ปฏบัติเพื่อเป็นอริยบุคคล คือโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหนด้วยพลังแห่งบุญที่ทำ นั่นแลคือการเป็นคนโชคดีที่เกิดมาเจอพระพุทธศาสนา แม้ไม่บรรลุชาตินี้ การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์นั้นก็ไม่หายไปไหน แต่จะเป็นเชื้อแห่งการเป็นคนมีปัญญาสัมมาทิฏฐิต่อไป

กว่าที่จะได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาอีก นานเหลือเกิน คิดดูเถิด สวรรค์หมดพระพุทธศาสนา พรหมก็หมดพระพุทธศาสนา เทวดาพรหมไม่มีผู้ใดรู้จักพระพุทธศาสนา ขนาดเทวดาพรหมมีอายุมากมายนานแสนนาน บางชั้นก็นานจนไม่รู้ว่าตนเกิดตั้งแต่เมื่อไหร่

มนุษย์ เทวดา พรหม หมดสิ้นพระพุทธศาสนา ไม่รู้จักพระพุทธศาสนานานแสนนาน กว่าจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีกพระองค์หนึ่ง

และแล้วเราก็เป็นเหมือนเทวดาเหล่านี้อีก ขนาดเป็นเทวดาแล้ว ก็ยังคิดไม่ได้ ไม่เห็นโทษของการเกิดแก่เจ็บตาย ไม่รู้จักที่จะเพียรเพื่อพ้นทุกข์วัฏสงสารนี้ ที่สำคัญเราไม่ใช่เกิดเป็นเทวดาพรหม มนุษย์ชั้นดีทุกภพชาติ

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=15&siri=111

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar