Buddhadhamma Tepitaka Natumahakasutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Natumahakasutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Natumahakasutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Natumahakasutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่องนตุมหากสูตร

เห็นคนเอาขยะไปทิ้งเหมือนพาเราไปนิพพาน

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้น สิ่งที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุข ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งที่ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย

คือ รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละรูปนั้น รูปที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

เวทนาไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละเวทนานั้น เวทนาที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

สัญญาไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสัญญานั้น สัญญาที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

สังขารไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสังขารนั้น สังขารที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้น วิญญาณที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

เปรียบเหมือนคนพึงนำหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ ที่มีอยู่ในเชตวันนี้ไป เผาหรือจัดการไปตามความเหมาะสม เธอทั้งหลายจะพึงมีความคิดอย่างนี้บ้างไหมว่า คน นำเราทั้งหลายไป เผา หรือจัดการไปตามความเหมาะสม

“ไม่คิดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“ข้อนั้นเพราะเหตุไร”

“เพราะหญ้าเป็นต้นนั้นไม่ใช่ตัวตนของข้าพระองค์หรือสิ่งอันเป็นของข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า”

“ภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละรูปนั้น รูปที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

เวทนาไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละเวทนานั้น เวทนาที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

สัญญาไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย …

สังขารไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย …

วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้น วิญญาณที่

เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข”

อธิบายธรรม

ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงธรรมให้แก่พุทธบริษัทฟัง มีพระภิกษุสงฆ์นั่งอยู่ข้างหน้าบริษัทอื่นๆ ขณะนั้นเอง คนทำความสะอาดวัดเชตวันมหาวิหาร กวาดลานวัด ตัดกิ่งไม้ ทำให้บริเวณวัดสะอาดสะอ้าน แล้วเอาขยะทั้งหลายนั้นไปทิ้ง ณ ที่ทิ้งขยะ

ขณะที่คนเทขยะ เอาขยะไปทิ้ง ก็เป็นอุปกรณ์แสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าทันที ทรงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายเห็นคนเอาขยะไปทิ้งไหม

เห็นพระเจ้าข้า

เธอทั้งหลายคิดไหมว่า เขาเอาเธอไปทิ้ง

ไม่คิดอย่างนั้นพระเจ้าข้า

ทำไมไม่คิดอย่างนั้น

เพราะขยะไม่ใช่ตัวตนของข้าพระองค์และไม่ใช่สิ่งอันเป็นของพระองค์ด้วย

พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสทำนองว่า ขันธ์ห้า คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เหมือนขยะ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา ควรทิ้งเสีย เมื่อทิ้งได้แล้ว จะมีความสุขมาก เหมือนขยะหากเก็บไว้ก็สกปรก รกรุงรัง ก่อแต่ทุกข์ต่างๆมากมาย

รูปเป็นขยะ เพราะอย่างไรก็ต้องทิ้งแน่นอน และต้องทิ้งแน่นอน วันหนึ่งตายไป ไม่มีใครอยากเก็บเพราะน่าเกลียดมากยิ่งกว่าขยะเสียอีก

เวทนาเป็นขยะ ความทุกข์ต่างๆ มากมายที่เรากำลังเป็นอยู่นี้ หรือที่เคยเป็นแล้วหรือจะมี มันทรมานมากเหลือเกิน จึงต้องทิ้ง แต่เพราะเราเสียดายขยะ จึงยอมอยู่กับขยะอย่างทุกข์ทรมาน ก็ชอบ เพราะเป็นหนอนที่ขาดกองขยะเน่าๆไม่ได้เสียแล้ว

สัญญาเป็นขยะ เพราะจดจำแต่เรื่องราวที่เป็นทุกข์ ไม่ค่อยจดจำสิ่งดีงาม สิ่งสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาจิต มองอดีตไปก็เห็นแต่ความทุกข์ หรือเสียดายห่วงเวลาหนึ่งที่เคยสุข หรือเก็บบันทึกเรื่องอนาคตที่อวิชชาคิดไว้ให้สัญญาเก็บ เช่นกลัวนั่น กลัวนี้ กลัวจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สัญญาจึงเป็นขยะต้องทิ้ง

สังขารเป็นขยะ เพราะสังขารนี้ คือกระบวนการ การคิด ไม่มีเวลาใดที่สังขารจะไม่ทำหน้าที่ของมัน คือการคิด และส่วนใหญ่ สังขารแย่ๆหรือสังขารชั่วๆโง่ๆแย่งหน้าที่การคิดได้จากสังขารดีๆ จึงได้ทำแต่เรื่องราวที่เป็นปัญหาก่อทุกข์ทั้งนั้น ทั้งที่ความจริงสถานการณ์ไม่ใช่เป็นทุกข์ แต่สังขารฝ่ายทุกข์ได้ทำหน้าที่ มันก็เลยเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะวิธีคิดแบบทุกข์ๆของสังขาร ดังนั้นสังขารขยะอย่างนี้ไม่ควรเก็บไว้

วิญญาณเป็นขยะ ตัวรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็มักจะเป็นการรู้แบบทุกข์ๆ โดยสังขารคือตัวคิดตัวปรุงแต่งแล้วปล่อยออกทางช่องตา หู จมูก ลิ้น กายใจ

ขันธ์ห้าคือชีวิตเรา นี้ โดยส่วนใหญ่ถูกยึดครองการทำงานโดยฝ่ายทุกข์ ส่วนฝ่ายสุขก็ได้โอกาสบ้าง เป็นบางครั้งบางคราว เช่นความผ่องใส เบิกบาน เบาสบาย ปรอดโปร่ง มองเห็นธรรมชาติตามความจริงแล้วเบาสบาย สดชื่น อารมณ์สุขนี้มีได้บางคราวเท่านั้น นอกนั้นมีแต่อารมณ์ขยะ

ดังนั้น ขันธ์ห้าอันเป็นขยะจึงต้องทิ้งเสีย เมื่อทิ้งได้แล้ว ก็จะเป็นประโยชน์เกื้อกูล เกื้อกูลให้กุศลธรรมเกิดบ่อยๆเสมอๆ จิตที่เป็นสุขโสมนัสก็ได้โอกาสเกิด ยิ่งเกิดก็ยิ่งสุข

แต่ต้องไม่ลืม สุข ทุกข์ เป็นอนิจจัง (ไม่คงที่) เป็นทุกข์ (แปรสภาพเสมอ) อนัตตา (ตัวสุขตัวทุกข์จริงๆไม่มี) นิพพานเกิดเพราะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขันธ์ห้านี้

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=17&A=739

weiter mit Dhamma Podcast Wat Dhammavihara Hannover

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar