Buddhadhamma Tepitaka pon vara_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka pon vara_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka pon vara_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka pon vara_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง ให้พร

ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแสดงธรรมแก่พุทธบริษัทอยู่ ก็ทรงพระปินาสะ (จาม)ขึ้นกะทันหัน พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็กล่าวถวายพระพรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทันที อย่างดังอื้ออึงไปทั่วลานแสดงธรรม ว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพระเจริญพระชนมายุเถิด ขอพระสุคตจงทรงพระเจริญพระชนมายุเถิด พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ทรงพักการแสดงธรรมไว้ แล้วทรงถามพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เวลาจามแล้วมีคนให้พรว่า จงเป็นผู้มีอายุยืนยาวเถิด เราจะมีอายุยืนหรือตายไปเพราะการให้พรนั้นหรือเปล่า”

“ไม่เลย พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติวินัยห้าม ไม่ให้พระกล่าวให้พรเวลาคนจาม ผู้ใดกล่าวให้พระ เป็นอาบัติทุกกฏ เป็นอาบัติเบา

ต่อมา มีพระภิกษุสงฆ์จาม นอกวัด ชาวบ้านเห็น ก็กล่าวอวยพรว่า “ขอพระคุณเจ้าจงอายุยืนเถิด”

พระ นิ่ง เงียบ ไม่กล่าวตอบคำใดๆกับชาวบ้าน เพราะกลัวเป็นอาบัติ แต่ชาวบ้าน ไม่คิดเหมือนพระ จึงตำหนิติเตียนพระว่า ไม่ให้เกียรติชาวบ้าน ไม่กล่าวคำใดให้พระตอบเลย หรือแม้กล่าวคำขอบใจก็ไม่มี

พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย จึงนำเรื่องนั้น มากราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทราบว่าสรรพสัตว์ผู้ยังอ่อนด้วยปัญญา ยังต้องการกำลังใจจากคำพูดเพราะๆอยู่ จึงทรงให้อนุญาตให้พระกล่าวให้พรญาติโยมได้เวลาจาม

กำลังใจสำคัญยิ่งนัก

ในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติวินัยห้ามพระให้พรกันเวลาพระด้วยกันจาม เพราะคำพูดเหล่านั้น เป็นคำพูดลอยๆ ไม่ได้จริงจังอะไร คนจะอายุยืนอายุสั้น เป็นหรือตายเพราะคำพูดก็หาไม่ ระดับชนชั้นปัญญาชนอย่างพระภิกษุสงฆ์ ผู้บวชเพื่อตัดกิเลส จึงไม่ควรกล่าวคำพูดแบบนั้น อาจจะเลยเถิดไปถึงว่า หากผู้ใดจามแล้วไม่มีคนให้พร อาจจะมีการเคืองกันได้ พระภิกษุสงฆ์ผู้บวชเพื่อดับทุกข์ตัดกิเลส จึงไม่ควรคอยหรือหากำลังใจแบบนั้น ไม่ควรลวงตัวเองด้วยคำพูดแบบนั้น

ปัญญาชนแบบพระสงฆ์ ต้องสร้างกำลังใจจากภายใจของตนเองได้ กำลังใจจากใจตนนี้ สำคัญมาก เมื่อเราสร้างกำลังใจด้วยใจตัวเองได้ เวลาเราอยู่ตรงไหน เจออะไรบ้าง หรือมีปัญหา เราก็ไม่หมดกำลังใจ เพราะใจเรามีกำลังอยู่ตลอดเวลา

คนมีปัญญา จึงมีกำลังใจอยู่เสมอ เพราะสร้างกำลังแห่งใจอยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้ใจไร้หลักเกาะ

แต่ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ เพลิดเพลินกับการทำมาหากินจนลืมเรื่องจิต หรือหลงกับปัญหาต่างๆ จิตก็มัวครุ่นคิด วกไปวนมากับเรื่องเหล่านั้นที่เกิดขึ้น แล้ววันหนึ่งก็หมดไปกับการคิดแบบนั้น ซำ้ไปซ้ำมา วกวนกันอยู่อย่างนั้น เราไม่รู้ว่าเราอ่อนแอทางจิตใจ เราดิ้นรนหาวัตถุสิ่งของอยู่เสมอ แม้กำลังใจเราก็แสวงหา เพราะไม่รู้ว่ากำลังใจมันก็ต้องอยู่ที่ใจ เราก็เลยหากำลังใจจากภายนอก เช่นคำพูดเพราะๆเป็นต้น

ด้วยเหตุนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังต้องการกำลังใจ พระภิกษุสงฆ์ คือแหล่งกำลังใจแห่งหนึ่งของชาวบ้าน คำพูดให้พรลอยๆ ไม่สมควรไม่เหมาะกับพระภิกษุสงฆ์ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ก็จริง แต่คำพูดนั้น ชาวบ้านต้องการ ฟังแล้วมีความสุข ฟังแล้วมีกำลังใจ พระผู้มีพระภาคเจ้า อนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์ให้กำลังใจญาติโยมด้วยคำพูดแบบนั้น แม้มันจะเป็นคำพูดลอย ๆแต่เป็นธรรมเนียมที่มนุษย์ทั่วโลกประพฤติกัน

ทักทายบนโลกโซเชียลด้วยความปรารถนาดีต่อกัน เป็นการส่งพรให้กันและกันอีกแบบหนึ่ง คนที่อยากได้พร ก็อ่านเอาด้วยจิตที่อ่อนโยน เราจะได้กำลังใจขึ้นมาทันที แม้มันจะลมๆแล้งๆ แต่สมองก็หลั่งสารแห่งความสุขสู่ระบบประสาทแห่งกายได้ ดีกว่าคำด่ากันมากนัก ที่สมองชั่วก็หลั่งสารชั่วสู่ระบบประสาทแห่งกายเช่นกัน

ถึงอย่างไรก็อย่าลืมการสร้างกำลังใจให้ตัวเองจากใจของตัวเอง แล้วเราจะไม่ว้าเหว่ เราจะไม่โหยหากำลังใจจากใคร เพราะใจเราเป็นสุขแล้ว ก็ลดการโหยหาสิ่งอื่น ผู้อื่น มาทำให้เรามีความสุข

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=7&siri=22

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar