Buddhadhamma Tepitaka Rohitassa sutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Rohitassa sutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Rohitassa sutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Rohitassa sutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฏก

เรื่อง โรหิตัสสสูตร

จักรวาลไม่มีที่สุด

โรหิตัสสเทพบุตร เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กลางดึกคืนหนึ่ง ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างไสว แล้ว เข้ากราบทูลพระพุทธเจ้า ได้ถามถึงที่สุดของจักรวาล และถามถึงสถานที่ ที่สัตว์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ(ตายแบบหายแว๊บ) อุบัติเกิดขึ้นทันทีในจักราวาล มีไหม

พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะไป ที่สุดของโลกของจักรวาลไม่มี เมื่อไม่มี ก็ไปไม่ได้

เทวดาก็อัศจรรย์ใจ เพราะก่อนเกิดเป็นเทวดา ได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้ฌานอภิญญาสมาบัติ มีอิทธิปาฏิหาริย์สูงมาก ก็เหาะแสวงหาที่สุดของจักรวาล แต่ก็ไม่เจอ

จึงได้เล่าประวัติของตนให้พระพุทธเจ้าฟัง ว่า

ตนเคยเป็นมนุษย์ ออกบวชเป็นฤาษี มีอิทธิปาฏิหาริย์มาก เหาะได้เร็ว เหมือนอาจารย์นักแม่นธนู จับธนูยิงขวับ เร็วจนมองไม่ทัน เหมือนลูกธนูที่ยิ่งผ่านเงาต้นตาลยืนต้น ไวจนมองไม่เห็น และก้าวเท้าของท่านก็เร็วประมาณนั้น และก้าวแต่ละก้าวก็กว้างไกล แต่ก็เร็ว ท่านสามารถก้าวเท้าจากจักรวาลทิศตะวันออกไปจักรวาลทิศตะวันตกเร็วพอๆกับคนยิงธนูผู้ชำนาญหาใครเทียบไม่ได้ ยิงลูกศรผ่านเงาต้นตาลฉะนั้น

ถึงท่านเหาะได้เร็วขนาดนี้ ก็ไปได้ไม่กี่จักรวาล ต้องตายเสียก่อน ทั้งที่ท่านเหาะหาที่สุดจักรวาลตั้ง ๑๐๐ ปี ไม่หลับไม่นอน ไม่กิน ไม่ถ่าย คือใช้เวลาทั้ง ๑๐๐ ปีเหาะหาขอบเขตจักรวาล ท่านเกิดในยุคสมัยที่มนุษย์อายุยืนยาว ในช่วง ๑๐๐ ปีสุดท้ายของชีวิตท่านเหาะหาจักรวาล

ตายแล้ว ก็มาเกิดอยู่ในจักรวาลนี้ เป็นพรหม ก็แสดงว่า เวลาหนึ่งร้อยปีที่ท่านเหาะไปในอวกาศ ด้วยความเร็วกว่าแสงมาก เพราะระหว่างจักรวาลหนึ่งไปจักรวาลหนึ่งท่านไปได้เร็วพอๆกับลูกศรวิ่งผ่านเงาตาล ด้วยความเร็วสูงขนาดนี้ ท่านยังไม่พ้นจักวาลนี้เลย ต้องตายก่อน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

เราจะรู้ที่สุดของโลกได้ด้วยการ

๑. รู้ทุกข์ (ปัญหาของการเวียนว่ายตายเกิด)

๒. รู้สมัยทัย (ต้นตอที่ทำให้เราเพลิดเพลินกับการเวียนว่ายตายเกิด)

๓. รู้ว่านิโรธ (ดับต้นตอของปัญหา)

๔. รู้มรรค (หนทาง หลักดำเนินการให้ถึงขอบจักรวาล)

รู้หลักการปฏิบัติเพียง ๔ ประการนี้ ในร่างกายยาวประมาณวานี้แหละ รู้จริงๆเพียงแค่นี้ ก็จะรู้จักรวาล รู้จักขอบจักรวาล แน่นอน

การได้ฌานอภิญญา มีอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ยังมีกิเลสอยู่ จะเก่งการแสดงปาฏิหาริย์แค่ไหนก็ตาม ก็ยังไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักรวาลแน่นอน เมื่อยังไม่รู้จัก ยังไม่เห็นที่สุด ก็ต้องอยากไปดู เมื่อไปดูก็ไม่เจอ ก็ต้องตายแน่นอนพร้อมกับยังมีความอยากรู้ที่สุดของจักรวาล

ส่วนคนมีกิเลสก็ศึกษาเรียนรู้จักรวาลไปเรื่อยๆ เรียนกันเป็นทอดๆ จากยุคหนึ่งไปสู่ยุคหนึ่ง และมนุษย์ทุกจักรวาลก็เรียนรู้กันไปเรื่อยๆอย่างนี้ ที่สุดของการเรียนรู้ไม่มี ชีวิตของมนุษย์ทุกจักรวาลก็มีจำกัด หรือหากถึงมีอายุจนนับเป็นตัวเลขไม่ได้ ก็ถือว่าจำกัดอยู่นั่นเอง ไม่เพียงพอที่จะเรียนรู้จักรวาลให้หมดได้ เพราะว่าที่สุดไม่มี ขอบเขตของจักรวาลก็ไม่มี

การรู้ไปเรื่อยๆ เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งปวง ไม่มีอะไรหยุดนิ่งอยู่กับที่ การเรียนรู้ทำให้เกิดการพัฒนา ทั้งร่างกายและจิตใจ วัตถุสิ่งของก็จะถูกพัฒนาตามความคิดของมนุษย์ไปด้วย

การอยากรู้ของคนที่ได้ฌานอภิญญาสมาบัติแต่ยังมีกิเลส จะล้ำลึกไปมากกว่าคนที่อยากรู้แต่ยังมีกิเลสแม้มีปัญญาสูงที่ไม่มีฌานอภิญญาสมาบัติ ที่รู้ได้ในขอบเขตที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของตนเองสัมผัสได้เท่านั้น

แต่ท่านที่เป็นอริยบุคคล โดยเฉพาะพระอรหันต์ เห็นแล้ว เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า ขอบปากจักรวาลไม่มี ที่สุดไม่มี เมื่อไม่มี ก็ไม่ต้องเสียเวลาหา แต่โลกจักรวาลที่มีที่สุด คือร่างกายนี้ ยาววาหนาคืบนี้

ฝึกจิตของเราให้เป็นองค์มรรค ๘ เราก็จะเห็นที่สุดของโลก เห็นที่สุดของจักรวาล แต่ที่เราไม่เห็น เพราะเราคิดว่า วิถีชีวิตสำคัญมากกว่าการฝึกตนให้เป็นมรรค ๘ เราคิดว่า การฝึกมันขัดต่อการทำมาหากิน เราเพลิดเพลินกับการทำมาหากินในตำแหน่งงานต่างๆ เราจะเป็นอะไรก็ตาม ก็เป็นเพียงแค่วิธีการหาเงิน ทำมาหาแค่นั้นเอง และวันหนึ่งเราก็จะต้องทิ้งกายนี้ ยาววาหนาคืบนี้ไว้ในจักรวาลนี้ต่อไปอีก

ทั้งที่ความจริงแล้ว การมีมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง จะทำให้เราทำมาหากินได้อย่างมีความสุข เจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร้ขอบเขต ในสมัยพุทธกาล มีระดับมหาเศรษฐีมากมายเป็นพระอริยบุคคล เป็นบุคคลชั้นอริยะ ก็ประกอบธุรกิจ ทำงานหาเงินได้ เป็นปกติ ไม่ขัดขวางอะไรเลย

ฝึกตนให้เป็นมรรค ๘ ทุกขณะของชีวิต เราก็จะถึงที่สุดของโลกได้

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=15&siri=107

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar