Buddhadhamma Tepitaka Samadhi sutta ii_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Samadhi sutta ii_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Samadhi sutta ii_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Samadhi sutta ii_mixdown

พระมหาทองนาค นาควโร ประธานสงฆ์วัดธรรมวิหาร ฮันโนเฟอร์ เยอรมัน

(พระธรรมเทศนา ; การเทน์ )

Sprecher ist Phra Maha Thongnark Nagawaro , Abt des

Wat Dhammavihara Hannover . ( hier hören wir eine Predikt / Vortrag v. Abt )

กลิคที่ Download

www.wathannover.de  /  Foto zeigt Phra Maha Thongnak Nakawaro , Abt v. Wat Dhammavihara am 08.12.2007

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง สมาธิสูตร

คุณค่าหรือประโยชน์ของสมาธิ

ยังเกี่ยวเนื่องกับมรรคมีองค์ ๘ อยู่ ในเรื่องของสมาธิ วันก่อนได้กล่าวถึงฌาน คือการกำหนดกรรมฐาน วันนี้จะได้กล่าวถึงการเจริญกรรมฐานนั้นต่อ เพียงย่อๆ เพื่อความเข้าใจ

ก่อนที่จะกล่าวถึงสมาธิทั้ง ๔ อย่างนี้ ต้องกล่าวถึงฌานก่อน คำว่าฌานแปลว่าการเพ่ง การกำหนดอารมณ์ หรือที่ทราบว่า การกำหนดกรรมฐาน อารมณ์สำหรับกำหนดเป็นกรรมฐาน มีเป็นจำนวนมาก ในที่นี้ ขอกล่าวเพียง”ลมหายใจเข้าออก” เพื่อไม่ให้สับสนในเรื่องของอารมณ์กรรมฐาน

เมื่อกำหนดอารมณ์กรรมฐาน หรือเพ่งกรรมฐาน คือการใช้สติจับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ในเรื่องนี้ จะกล่าวถึงลมหายใจเท่านั้นเป็นอารมณ์กรรมฐาน

จะกล่าวถึงฌาน ที่บรรยายค้างไว้จากวันก่อน เพื่อให้ต่อเนื่องเข้ากับวันนี้

“ฌาน” การเพ่ง การกำหนดลมหายใจ

เพื่อเป็นกำลังใจในการทำกรรมฐาน ขอยกพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐมฌานแม้ชั่วเพียงลัดนิ้วมือเดียว ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า อยู่ไม่ห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาต(ข้าว)ของชาวบ้านโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ต้องพูดถึงภิกษุผู้ทำให้มากซึ่งปฐมฌานเลย”

มีหลายแห่งที่พระองค์ตรัสทำนองนี้ จะเห็นว่า การทำกรรมฐานเพื่อให้จิตเป็นสมาธินั้น จะสั้นหรือจะยาว ก็มีค่ามาก จะมากหรือน้อยก็มีค่ามาก หากเพียรพยายามเต็มที่แล้ว สมาธิเกิดแน่นอน เกิดเพียงแค่ลัดนิ้วมือครั้งหนึ่ง ที่แสนสั้นมาก น้อยมาก แต่พระองค์ตรัสว่า เป็นฌาน เป็นสมาธิแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงผู้ที่ทำบ่อยๆ ทำมากๆเลย ว่า สมาธิจะมีมากขนาดไหน

พระพุทธองค์ตรัสว่า “เจริญปฐมฌานแม้ชั่วเพียงลัดนิ้วมือเดียว”ก็เป็นปฐมฌานแล้ว แสดงว่า เราสามารถเข้าปฐมฌานกันได้แทบทุกคน ที่เพียรพยายามทำกรรมฐาน ท่านที่อยากเข้าปฐมฌาน แต่ไม่ทน ไม่สู้ ไม่เอา ก็ได้แต่อยากเท่านั้น แต่หากเพียรพยายามอย่างดีแล้ว อย่างไรก็ต้องเข้าปฐมฌานได้แน่นอน เราก็ชื่อว่า “เข้าฌานได้”

ปฐมฌาน ทำอย่างไร?

กลุ่มธรรม ๕ ประการ หากรวมกันเกิดแล้ว เรียกว่า “ปฐมฌาน” คือ

วิตก

คิดหรือกำหนดอารมณ์กรรมฐาน เช่นดูลม จ้องลมหายใจ

วิจาร

ประคอง ติดตาม ไม่ให้สิ่งที่วิตกคิดหรือกำหนดนั้นหลุดไป

ปีติ

เมื่อประคองดีแล้ว จะค่อยๆ เกิดความอิ่มใจโดยธรรมชาติ หรือหากไม่เกิดก็ลองคิดให้ตัวเองอิ่มใจดู จะเกิดความอิ่มใจจริงๆ เป็นความอิ่มใจที่ใจไม่วุ่นวาย ไม่วอกแวกไปไหน ถึงไปไหน ก็รู้

สุข

ความรู้สึกเป็นสุขเกิดเอง เมื่อ วิตกไม่หลุดหาย วิจารยังเห็นสิ่งที่วิตกคิดหรือกำหนดอยู่

เอกัคคตา จิตเป็นสมาธิ

จิตเป็นสมาธิตั้งแต่วิตกคิดหรือกำหนดอารมณ์ได้ เช่นจับลมหายใจได้ วิจาร ตามประคองความคิดหรืออารมณ์ของวิตกไว้เรื่อยๆ ทุกขณะที่วิตกจับลมหายใจได้ วิจาร ตามลมหายใจได้ สมาธิเล็กๆน้อยๆ ก็เกิดตามตลอด อายุของสมาธิก็พอๆกับที่วิตกวิจารเกิดอยู่

การกำหนดอารมณ์กรรมฐานในช่วงของวิตก วิจารนี้ ของผู้ทำใหม่ๆ แรกๆ หรือนานๆทำสักครั้ง จะขาดๆหายๆ เพราะนิวรณ์ซึ่งมีพลังมากของผู้นั้น มันไม่ยอมให้วิตก วิจารเกิด หรือตั้งอยู่นาน

ถึงล้มลุกคลุกคลาน จะยากแค่ไหนก็ทนสู้ อย่าเป็นทาสของนิวรณ์ ที่มีความรู้สึกว่ายาก ก็เพราะกิเลส ๕ ตัวมันเกิดมากนั้นเอง โดยเฉพาะเกียจคร้าน ตัวนี้แหละคือตัวยาก หากเราตั้งสติดูมันจริงๆ เราจะเห็นว่า กิเลสตัวนี้มันขัดขวางความเจริญก้าวหน้าที่ดีงามทุกเรื่อง แม้ทำกรรมฐานมันก็ไม่อยากให้ทำ กำหนดกรรมฐานมันก็บอกว่ายาก ทำไม่ได้ ลมอยู่ตรงไหน หาไม่เจอ

หากเรามีฉันทะมุ่งมั่นให้ความเพียรเกิดเต็มที่ อะไรก็ขวางไม่ได้ ธรรมะ ๕ ประการ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา(สมาธิ) จะเกิดร่วมกันได้แน่นอน แม้เพียงลัดนิ้วมือดัง “แต็ก” แค่นี้ก็ชื่อว่าเข้าปฐมฌานแล้ว มีความสุขมากไม่น้อยเลย สุขที่เกิดจากจิตนี้ จะเป็นสุขที่สะอาด คือใจสะอาด กายสะอาด จะเบิกบาน แจ่มใส เมื่อเราได้ใจที่สะอาดแล้ว มองอะไรก็สะอาดไปหมด เพราะเราไม่ได้ใจสะอาดนี้แหละ มองอะไรก็ขัด คิดอะไรก็มึน คิดอะไรก็หมองมัว

ตรงกับพระสูตรนี้ ข้อที่ ๑ ว่า สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

ธรรมะ เป็นอย่างเดียวกันหมด ไม่ว่าใครทำใครปฏิบัติ อริยบุคคลเห็นได้อย่างไร เราก็เห็นได้อย่างนั้น

นิวรณ์ คือ

๑. กามฉันทะ คิดอยากได้ สารพัดที่ตาอยากได้ หูอยากได้ จมูกอยากได้ ลิ้นอยากได้ กายอยากได้

๒. พยาบาท

ไม่ชอบ เป็นทุกข์ อีดอัด กลุ้มอก กลุ้มใจ ว่าไปแล้วก็คือทุกข์ด้วยเรื่องสารพัด

๓. ถีนะมิทธะ

ท้อแท้ เบื่อ ขี้เกียจ ไม่เอา ไม่สู้ ไม่ไหว ไม่มีเวลา กันท่าจิตดีงามไม่ให้ได้เกิดทั้งหมด คือจิตตัวนี้ ร้ายมาก

๔. อุทธัจจะ คิดเรื่อยเปื่อย กุกกุจจะ แล้วก็รำคาญ หงุดหงิด

คิดไปเรื่อยเปื่อยไร้ขอบเขตแห่งการคิด คิดไปคิดมาก็หงุดหงิด คิดมากๆจิตตัวนี้ก็มีพลัง เป็นคนเหม่อ เพ้อฝัน วุ่นวายทางความคิด มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็เครียด กระเจิดกระเจิง จับประเด็นไม่เป็น จับต้นชนปลาย มั่ว ไปหมด

๕. วิจิกิจฉา

ความสงสัย ไม่ใช่อยากรู้ แต่สงสัย เป็นความอึดอัด หายใจไม่ออก เหมือนอยู่ในห้องมืด ไม่มีอากาศหายใจ จะร้อนและปวดหัวมาก ที่สำคัญมันไม่ใช่สงสัยเรื่องความชั่ว เพราะตัวมันคือตัวชั่วอยู่ แต่มันสงสัยเรื่องความดี อะไรที่ชั่วๆมันเชื่อสนิท หากปล่อยให้เกิดมากๆ มันไม่เชื่อเรื่องบุญบาปอะไรเลย

จิต ๕ ตัวนี้ แหละพาท่องเที่ยวตามภพภูมิต่างๆอย่างไม่เคยเบื่อ สนุกสนานกับเกิดแก่เจ็บตาย มันยังหวงความเกิดแก่เจ็บตายให้อยู่กับมันนานๆ แล้วมันยังหวงการเกิดแก่เจ็บตายของผู้อื่นอีก

เราทำกรรมฐาน ไม่ได้ ก็เพราะจิตเหล่านี้เกิดบ่อย เกิดมาขวาง หากไม่มีฉันทะความกระตือรื้อร้นที่กระตุ้นให้ความเพียรออกมาทำงานจริงๆ ชีวิตเราก็วนเวียนกันอยู่กับกิเลสพวกนี้ แล้วกายสังขารก็ดับไปอีกชาติหนึ่ง เหมือนชาติที่แล้วๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเราคิดว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ว่าไปแล้วก็สำคัญจริงๆ แต่หากสนองตัณหาแบบนี้อย่างเดียว มันก็น่าเสียดายธรรมะ กว่าจะเกิดมาเจอพระพุทธศาสนา ก็นานแสนนาน ระหว่างที่เกิดมาแล้วไม่เจอพระพุทธศาสนามันอันตราย เราจะไม่รู้อะไรดีอะไรชั่ว หากไม่สะสมพลังแห่งนี้ไว้เป็นเสบียง ให้เป็นบารมีเตือนตนในชาติต่อๆไป

หากเราคิดว่าเป็นโอกาสที่ประเสริฐมากในการเจอพระพุทธศาสนา เราก็จะตั้งใจเต็มที่ในการปฏิบัตต หากเรามองให้เห็นตลอดสายว่า ชีวิตของเราก็เป็นอย่างนี้ซ้ำซาก หากชาตินี้ยังทำอย่างเดิมอีก ก็จะลงรอยเดิมอีกแน่นอน หากเรามองให้เห็นตามความจริงว่า เวลาของชีวิตคือร่างกายนี้ มันน้อยเหลือเกิน ตั้งแต่จำความได้จนถึงบัดนี้ เราก็ยังไม่บรรลุเป้าหายทั้งหมดเลย เวลาของร่างกายก็เหลือน้อยไปทุกขณะ เวลาของร่างกายก็จะหมดไปแล้ว

คิดดังนี้แล้วเราจะผวา กลัวเวลาของชีวิตจะหมดไปก่อน ยังไม่เตรียมสิ่งดีงามให้ต้วเองอย่างเต็มที่เลย

ยังไม่ได้กล่าวถึงสมาธิข้ออื่นๆ เอาไว้โอกาสต่อไปจะได้กล่าวถึงอีก

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=21&siri=41

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar