Buddhadhamma Tepitaka Sigalasutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Sigalasutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Sigalasutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Sigalasutta_mixdown

พระมหาทองนาค นาควโร ประธานสงฆ์วัดธรรมวิหาร ฮันโนเฟอร์ เยอรมัน

(พระธรรมเทศนา ; การเทน์ )

Sprecher ist Phra Maha Thongnark Nagawaro , Abt des

Wat Dhammavihara Hannover . ( hier hören wir eine Predikt / Vortrag v. Abt )

กลิคที่ Download

www.wathannover.de  / Foto 2015

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง สิคาลสูตร

สุนัขขี้เรื้อน เป็นทุกข์เพราะโรคจากตัวมันเอง

คนที่ทำงานเพื่อผลของงานจะมีความสุขมาก แต่หากทำงานเพื่อหน้าตาจะเป็นทุกข์ อยู่ไม่เป็นสุข เหมือนสุนัขขี้เรื้อน

งานทุกอย่าง มันมีเหตุและผลของมันอยู่ในตัว เช่นจุดเดือดของน้ำ(หากต้มน้ำ)อยู่ที่ ๑๐๐ องศาเซลเซียส (ºC) จุดเย็นสุดอยู่ที่ ๐ องศาเซลเซียส (ºC) การเรียกธรรมชาติตรงนี้อาจจะแตกต่างกันไปตามชื่อนักวิทยาศาสตร์ เช่นอาจเรียกว่า “องศาฟาห์เรนไฮท์” จุดร้อนสุดของน้ำอยู่ที่ ๒๑๒ ฟาห์เรนไฮท์ จุดต่ำสุดอยู่ที่ ๓๒ ฟาห์เรนไฮท์ หรือเรียกได้อีก ๒ แบบ จุดร้อนสุดของน้ำเป็น ๓๗๓ (K) ย่อจาก Kelvin จุดต่ำสุดเป็น ๒๗๓ K และ จุดร้อนสุดของน้ำเป็น ๘๐ (ºR) ย่อจาก Rearmur จุดต่ำสุดเป็น ๐ (ºR) นี้เป็นกฎธรรมชาติที่เป็นอยู่อย่างนั้น โดยเราได้อาศัยนักวิทยาศาสตร์คิดวิธีวัดความร้อนและอุณหภูมิ เพื่อการดำรงอยู่ของสรรพสัตว์ได้ง่ายขึ้น เช่นรู้จักอากาศว่าเป็นอย่างไรด้วย

การเขียนเอกสารบรรยายอุณหภูมิของน้ำของคน อาจจะเขียนตามที่เป็นจริงก็ได้ หรือจะเขียนตามความชอบใจก็ได้ ไม่ตรงกับความจริงก็ได้ แต่กฎธรรมชาติไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามความคิดของคน

หรือการล้างจานที่สกปรกให้สะอาด เช่นเช็ดหนึ่งครั้ง ได้ความสะอาดขึ้นมาจุดหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสะอาด ก็เช็ดต่อไปอีก จนกว่าส่ิงสกปรกจะหมดไป ที่เรียกว่าสะอาดได้ ความสะอาดเกิดขึ้นตามจำนวนครั้งที่เช็ด แต่เมื่อใดสิ่งสกปรกออกหมดแล้ว เช็ดครั้งต่อไปก็เป็นการกันสิ่งสกปรกเข้ามาเท่านั้น จุดสะอาดของจานที่สกปรกมีอยู่

การเขียนบรรยายความสะอาด จะเขียนตามจริงก็ได้ ไม่เขียนตามจริงตามขั้นตอนที่จานสะอาดก็ได้ แต่ความจริงที่จานสกปรกแล้วสะอาดได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเขียนของมนุษย์

ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเหตุผลในตัวของมัน งานทุกอย่างมันมีเหตุผลในตัวของมัน อยู่ที่ว่าเราต้องการเหตุผลของงานไปในทางใด ในด้านไหน ก็จัดระบบวิธีการเพื่อนำงานนั้นไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้

การทำงานตามเหตุผลของงาน หากปัญหางานเกิดขึ้น เราก็จัดการแก้แบบบอริยสัจสี่ได้ คือศึกษาปัญหาให้แจ่มแจ้ง (ทุกข์มีไว้เพื่อศึกษา ไม่ใช่เพื่อเป็นทุกข์) เมื่อเข้าใจอย่างดีแล้ว ก็ค้นหาต้นตอ ที่ทำให้ติดขัด (สมุทัย) เมื่อเห็นต้นตอแล้ว จุดดับปัญหาก็เกิดขึ้นทันที (นิโรธ) แล้วก็ดำเนินการแก้ตามกระบวนการของมรรคมีองค์ ๘ การจะแก้ปัญหาให้ถูกต้องทุกเรื่อง ต้องมีจิตเป็นมรรค ๘ เท่านั้น เช่นสัมมาทิฏฐิ ปัญญาที่เห็นปัญหาตามความเป็นจริงเท่านั้น ไม่ใช่คิดเอา คิดว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ หรือคาดคะเนเอา เพราะจะผิดได้ แต่ต้องเห็นตามกฎธรรมชาติเท่านั้น เช่นเห็นจุดเดือดของน้ำ หรือจุดเย็นของน้ำอยู่ที่องศาเท่าไหร่ หรือจุดสะอาดของจานจริงๆ หากคิดเอา คาดคะเนเอา อาจผิดได้ทั้งนั้น

การทำจิตของเราให้เป็นมรรคมีองค์ ๘ จึงเป็นการแก้ปัญหาตรงตามธรรมชาติ แล้วเราจะมีความสุขมาก สุขที่ได้ทำงานเพื่องาน และงานจะทำให้เราเจริญยิ่งๆออกไปในทุกด้านที่ตั้งเป้าหมายไว้

ทำงานด้วยจิตที่เป็นมรรค เราจะเป็นอิสระ สบายแบบคนมีธรรมะ ไม่ใช่อิสระแบบอันธพาล คนที่ทำงานเพื่องานจริงๆ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ หากถูกกลั่นแกล้ง คนที่กลั่นแกล้งก็จะระเนระนาดเองแน่นอน

แต่เมื่อใด เราให้กิเลสออกหน้าในการทำงาน จะเหนื่อย และเหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก เหนื่อยจนตาย ยิ่งหากทำงานเพื่อให้ถูกใจใครสักคนหนึ่ง เราจะเหนื่อยทั้งกายและใจ และวิตกกังวลตามมาอีก เพราะไม่รู้จะถูกใจเขาหรือเปล่า จะมีผลกระทบต่อชีวิตเราไหม

และยังมีคนมากมาย เอางานบังหน้ากิเลส สร้างกระบวนการเอางานบังหน้ากิเลส ไม่ได้ทำงานเพื่องาน แต่เอางานนั้นสร้างชื่อเสียงให้ตน สร้างเกียรติให้ตน สร้างยศ ตำแหน่งให้ตน สร้างลาภสักการะให้ตน

คิดดูเถิด คนที่ไม่ได้คิดเรื่องสกปรกอย่างนี้ เพียงแค่จะทำงานให้ถูกใจคน มันก็ยากอยู่แล้ว และต้องเป็นทุกข์อยู่บ่อยๆ แต่เมื่อใดงานเสร็จ ความเครียดก็จบลง แต่คนที่คิดสกปรก เอางานบังหน้า เขาจะคิดตลอดเวลา จะทำวิธีใด จะทำอย่างไรจึงจะได้สิ่งปรารถนาดังกล่าว บางทีหน้าตาเขาเหมือนดูดีมาก เพราะอิ่มหมีพีมัน เหมือนมีความสุข แต่เป็นความสุขแบบคนมีกายเป็นตุ่มหนองบวมเป่งคันเล็กน้อย เวลาเกาแล้วเหมือนสบาย มีความสุข ตราบที่หนองยังไม่แตก เหมือนสุขก็จริง แต่ใจเขาเหมือนสุนัขขี้เรื้อน คัน อยู่ไม่เป็นสุข เดี๋ยวแว้บไปโน้นไปนี่ เดี๋ยวไปพบคนนั้นเดี๋ยวไปพบคนนี้ ไปมือเปล่าก็ไม่ได้

ส่วนผู้ที่มีอำนาจในการให้สุขให้ทุกข์แบบงานบังหน้าก็เหมือนกัน ใจเป็นขี้เรื้อนหนักไปอีก เพราะต้องเอาอกเอาใจผู้ที่อยู่เหนือกว่าตน และคอยข่มแหงผู้ที่ตนให้สุขให้ทุกข์อีก คอยเช็คคอยตรวจสอบลาภสักการะอยู่เรื่อยๆ

คนเหล่านี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอิ่นยิ่งกว่า

คนอย่างนี้ ไม่มีทางจะเข้าใจธรรมะ ไม่มีทางจะเข้าใจความดี ไม่มีทางเลยที่จะเข้าใจอะไรได้อย่างถูกต้อง เพราะลาภสักการะครอบงำ ย่ำยีจิต โดยมีโยคะคือกิเลสนำหน้าอยู่ เขาคือสุนัขจิ้งจอกแก่ขี้เรื้อน

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=16&A=6001&Z=6017

 

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar