Buddhadhamma Tepitaka SukaraJataka_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka SukaraJataka_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka SukaraJataka_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka SukaraJataka_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง สูกรชาดก

ความโง่ไร้ขอบเขต

(ขอยกสำนวนพระไตรปิฎกมาให้อ่าน ซึ่งไม่ยากนัก)

ในวันหนึ่ง เมื่อการฟังธรรมยังเป็นไปอยู่ในตอนกลางคืน เมื่อพระศาสดาประทับยืน ณ แผ่นหินแก้วมณี ใกล้ประตูพระคันธกุฎี ประทานโอวาทแก่หมู่ภิกษุ แล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฎี พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรถวายบังคมพระศาสดา แล้วได้ไปยังบริเวณของตน พระมหาโมคคัลลานะก็ไปยังบริเวณของตนเหมือนกัน พักอยู่ครู่หนึ่งจึงมาหาพระเถระ แล้วถามปัญหา พระธรรมเสนาบดีได้แก้ปัญหาที่พระมหาโมคคัลลานะถามแล้วๆ ได้ทำให้ชัดเจน ดุจทำพระจันทร์ให้ปรากฏบนท้องฟ้า แม้บริษัทสี่ก็นั่งฟังธรรมอยู่

ณ ที่นั้น พระเถระแก่รูปหนึ่งคิดว่า หากเราจะเย้ายวนพระสารีบุตร ถามปัญหาในท่ามกลางบริษัทนี้ บริษัทนี้รู้ว่า เรานี้เป็นพหูสูต ก็จักกระทำสักการะและยกย่องเรา

จึงลุกขึ้นจากระหว่างบริษัทเข้าไปหาพระเถระยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ข้าพเจ้าจักถามปัญหาข้อหนึ่งกะท่าน ขอจงให้โอกาสแก่เราบ้าง ขอท่านจงให้คำตอบแก่ข้าพเจ้าตามความคิดของท่าน จะตอบโดยอ้อมก็ตาม โดยตรงก็ตาม จะติเตียนก็ได้ ยกย่องก็ได้ ในการวิเศษก็ตาม(ดี) ในการไม่วิเศษก็ตาม(หรือไม่ดีก็ตาม)

พระเถระแลดูพระแก่นั้นแล้วคิดว่า หลวงตานี่ตั้งอยู่ในความริษยา โง่ ไม่รู้อะไรเลย จึงไม่พูดกับพระแก่นั้น มีหิริธรรมแล้ววางพัดวีชนี ลงจากอาสนะเข้าไปยังกุฎิ แม้พระมหาโมคคัลลานเถระก็ได้เข้าไปยังกุฏิของตนเหมือนกัน พวกมนุษย์พากันลุกขึ้นประกาศว่า พวกท่านจงจับพระแก่ใจร้ายนี้ ทำให้พวกเราไม่ได้ฟังธรรมอันไพเราะ แล้วก็พากันติดตามไป พระเถระนั้นหนีไปตกในวัจจกุฏีเต็มด้วยคูถซึ่งมีไม้เลียงหักพังท้ายวิหาร ลุกขึ้นมาทั้งที่เปื้อนคูถ

พวกมนุษย์เห็นดังนั้นพากันรังเกียจ ได้ไปเฝ้าพระศาสดา

พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นมนุษย์เหล่านั้น จึงตรัสถามว่า อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พวกท่านมาทำไมนอกเวลา พวกมนุษย์พากันกราบทูลเนื้อความให้ทรงทราบ

พระศาสดาตรัสว่า อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ภิกษุแก่นี้ผยอง ไม่รู้กำลังของตน ทำทัดเทียมกับผู้มีกำลังมาก แล้วก็เปื้อนคูถ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนภิกษุแก่นี้ก็เคยผยองไม่รู้กำลังของตน ทำทัดเทียมกับผู้มีกำลังมาก แล้วก็เปื้อนคูถ

เมื่ออุบาสกอุบาสิกาทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า

ครั้งอดีต เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำภูเขา ใกล้หิมวันตประเทศ ในที่ไม่ไกลภูเขานั้น มีสุกรเป็นอันมากอาศัยสระแห่งหนึ่งอยู่ พระดาบสทั้งหลายก็อาศัยสระนั้น อยู่บนบรรณศาลา

อยู่มาวันหนึ่ง ราชสีห์ฆ่าสัตว์มีกระบือและช้างเป็นต้นตัวใดตัวหนึ่ง เคี้ยวกินเนื้อจนเพียงพอแล้ว ลงไปยังสระนั้นดื่มน้ำขึ้นมา ขณะนั้น สุกรอ้วนตัวหนึ่งเที่ยวหาอาหารอยู่แถวสระนั้น ราชสีห์เห็นสุกรอ้วนตัวนั้น จึงคิดว่า สักวันหนึ่งเราจักกินเจ้าสุกรตัวนี้ แต่มันเห็นเราเข้าจะไม่มาอีก เพราะกลัวมันจะไม่กลับมา จึงขึ้นจากสระหลบไปเสียข้างหนึ่ง สุกรมองดูราชสีห์คิดว่า ราชสีห์นี้พอเห็นเราเข้าก็ไม่อาจจะเข้าใกล้เพราะกลัวเรา จึงหนีไปเพราะความกลัว วันนี้ เราควรจะต้องต่อสู้กับราชสีห์นี้ แล้วชูหัวร้องเรียกราชสีห์ให้มาต่อสู้กัน กล่าวว่า

เฮ้ย! สหาย เราก็มี ๔ เท้า แม้ท่านก็มี ๔ เท้า จงกลับมาสู้กันก่อนเถิดสหาย ท่านกลัวหรือจึงหนีไป

ราชสีห์ได้ฟังคำท้าของสุกรนั้น จึงกล่าวว่า ดูก่อนสหายสุกร วันนี้เราไม่สู้กับท่าน แต่จากนี้ไป ๗ วัน จงมาสู้กันในที่นี้แหละ แล้วก็หลีกไป สุกรรื่นเริงเบิกบานใจว่า เราจักได้สู้กับราชสีห์ จึงเล่าเรื่องนั้นให้พวกญาติฟัง พวกญาติสุกรฟังแล้วพากันตกใจกลัวพูดขึ้นว่า เจ้าจะพาพวกเราทั้งหมดให้ถึงความฉิบหายกันคราวนี้แหละ เจ้าไม่รู้จักกำลังของตัวจะหวังสู้กับราชสีห์ ราชสีห์จักมาทำให้เราทั้งหมดถึงแก่ความตาย เจ้าอย่าทำกรรมอุกอาจนักเลย

สุกรสะดุ้งตกใจกลัวถามว่า คราวนี้เราจะทำอย่างไรดีเล่า พวกสุกรต่างพากันพูดว่า นี่แน่ะสหาย เจ้าจงไปในที่ถ่ายอุจจาระของพวกดาบสเหล่านี้ แล้วเกลือกตัวเข้าที่คูถเหม็น รอให้ตัวแห้งสัก ๗ วัน ถึงวันที่ ๗ จงเกลือกตัวให้ชุ่มด้วยน้ำค้าง แล้วมาก่อนราชสีห์มา จงสังเกตทางลม แล้วยืนอยู่เหนือลม ราชสีห์เป็นสัตว์สะอาดได้กลิ่นตัวเพื่อนแล้ว จักให้เพื่อนชนะแล้วกลับไป

สุกรอ้วนได้ทำตามนั้น ในที่วันที่ ๗ ได้ไปยืนอยู่ ณ ที่นั้น. ราชสีห์ได้กลิ่นตัวมันเข้า ก็รู้ว่าตัวเปื้อนคูถ จึงกล่าวว่า ดูก่อนเพื่อนสุกร ท่านคิดชั้นเชิงดีมาก หากท่านไม่เปื้อนคูถ เราจักฆ่าท่านเสียตรงนี้แหละ แต่บัดนี้ เราไม่อาจกัดตัวท่านด้วยปาก เหยียบตัวท่านด้วยเท้าได้ เราให้ท่านชนะแล้ว จึงกล่าวว่า

เฮ้ยเจ้าหมู เจ้าเป็นสัตว์สกปรก มีขนเหม็นเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป สหาย หากท่านประสงค์จะสู้กับเรา เราก็จะให้ชัยชนะแก่ท่าน

ราชสีห์ ครั้นกล่าวว่า เราแพ้แล้ว เจ้าไปเสียเถิด แล้วก็กลับจากที่นั้น เที่ยวแสวงหาอาหาร ดื่มน้ำในสระ เสร็จแล้วก็กลับเข้าถ้ำภูเขาตามเดิม สุกรก็บอกแก่พวกญาติว่า เราชนะราชสีห์แล้ว พวกสุกรเหล่านั้นพากันตกใจกลัวว่า ราชสีห์จะกลับมาสักวันหนึ่งอีก จักฆ่าพวกเราตายหมด จึงพากันหนีไปอยู่ที่อื่น

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดก

สุกรในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุแก่ในครั้งนี้

ส่วนราชสีห์ได้เป็น เราตถาคต นี้แล

อธิบายธรรม

อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ กล่าวว่า

“มีแค่สองอย่างเท่านั้น ที่ไม่มีขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด คือจักรวาลกับมนุษย์ผู้โง่เขลา แต่จักรวาลฉันก็ไม่แน่ใจนัก(ว่าจะไม่มีที่สุด ‘ประชดคนโง่’)

“Two things are infinite: the universe and human stupidity; and I’m not sure about the universe.” … Albert Einstein

คนโง่โดยทั่วไป ก็ไม่ได้แตกต่างจากพระผู้เฒ่านี้นัก อวดเก่งเพราะโง่

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=155

….weiter mit Dhamma Podcast Wat Dhammavihara Hannover

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar