Buddhadhamma Tepitaka Susammutthasutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Susammutthasutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Susammutthasutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Susammutthasutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง สุสัมมุฏฐสูตร

ลืมธรรมก็อันตราย…..

พระมหาทองนาค นาควโร ประธานสงฆ์วัดธรรมวิหาร ฮันโนเฟอร์ เยอรมัน

(พระธรรมเทศนา ; การเทน์ )

Sprecher ist Phra Maha Thongnark Nagawaro , Abt des

Wat Dhammavihara Hannover . ( hier hören wir eine Predikt / Vortrag v. Abt )

กลิคที่ Download

www.wathannover.de / Foto Visakha Buscha 18.05.2014

 

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง สุสัมมุฏฐสูตร

ลืมธรรมก็อันตราย

เทวดาผู้ทรงธรรมความรู้ในธรรมอย่างดีเยี่ยม ได้มาสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า ตอนดึกๆ ของโลกมนุษย์ แต่รัศมีของเทวดาก็ทำให้วัดเชตวัน สว่างไสวงดงามยิ่งนัก

ตอนหนึ่ง เทวดากล่าวว่า

“คนที่ลืมธรรมะ จะเอนเอียงตามคำพูดของคนอื่นได้ง่าย เหมือนคนหลับ (ควบคุมตัวเองไม่ได้) ตอนนี้ คนหลับเหล่านั้นควรตื่นได้แล้ว (เพราะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้ว)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเสริมต่อ ว่า

“คนไม่ลืมธรรมะ ย่อมไม่เอนเอียงไปตามคำพูดของผู้อื่น(ที่ไม่ถูกต้อง) คนที่รู้ธรรมะอย่างดี เห็นแจ้งตามธรรมะแล้ว จะตั้งมั่นอยู่ในธรรมในท่ามกลางของหมู่คนที่ไม่มีธรรม”

ธรรมะจำเป็นอย่างไร?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจตามความเป็นจริงก่อนว่า ธรรมะคือธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่โดยปกติ ไม่มีใคร ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม จิตก็เป็นธรรมชาติ จิตดีจิตชั่วก็เป็นธรรมชาติ คนทำดีทำชั่วก็เป็นธรรมชาติ คนรวยคนจนก็ธรรมชาติ คนชั้นสูงคนชั้นธรรมก็ธรรมชาติ คนมีครอบครัวก็เป็นธรรมชาติ คนบรรลุอริยมรรค อริยผลถึงพระอรหันต์ ก็เป็นธรรมชาติ การสิ้นทุกข์ หมดการเวียนว่ายตายเกิดก็เป็นธรรมชาติ นิพพานก็เป็นธรรมชาติ

ธรรมชาติทั้งปวงไม่มีอะไรคงรูปเดิม เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยมีอนิจจัง (ไม่คงที่) ทุกขัง (แปรสภาพ) อนัตตา (ไม่คงรูปนั้นตลอดไป) เป็นตัวบดขยี้สรรพสิ่งทั้งปวงจนละเอียด ละเอียดจนไม่สามารถมองเห็นได้ แม้จิตก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตมองไม่เห็นก็จริง แต่เป็นพลังงานที่ทำงานร่วมกันกับรูป

การมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเกิดขึ้นในระหว่างที่สรรพสัตว์กำลังดำเนินชีวิตไป เพื่อมาบอกธรรมชาติอีกด้านหนึ่งว่ามีอยู่จริง ไม่ใช่ธรรมชาตินี้ มีเฉพาะด้านที่สรรพสัตว์ทั้งหลายกำลังรู้อยู่ มีประสบการณ์อยู่เท่านั้น เพื่อให้สรรพสัตว์เหล่านั้นดำเนินตามพระองค์ไป

บางท่านอาจจะตั้งข้อสงสัยว่า ในขณะที่หมู่สัตว์สรรพสัตว์สาลวนอยู่กับการเกิดแก่เจ็บตาย สุข ทุกข์ เฉยๆ ไม่รู้อะไรแน่ที่ดี ไม่รู้อะไรแน่ที่ชั่ว จึงตัดสินกันด้วยกำลัง หมู่สัตว์ที่เจริญขึ้นมาหน่อยก็ตัดสินกันด้วยกฎ ตั้งกฎเกณฑ์ ตีกรอบให้หมู่สรรพสัตว์ปฏิบัติ ใครล้ำเขตจากที่กำหนด เข้าใจร่วมกันว่า “ผิด”

แล้วอยู่ๆ จะมีคนที่คิดได้ คิดออก แล้วบำเพ็ญความดีจนเป็นพระพุทธเจ้า จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะเราถูกหล่อหลอมด้วยสภาพแวดล้อมอย่างเดียวกัน จะมีคนเห็นที่แตกเป็นไปได้หรือ

หากเราจะเอาประสบการณ์ของเราตั้งแต่เกิดจนบัดเป็นมาตรฐานของความรู้ เราก็จะเถียงกันจนตายไปข้างหนึ่ง หรือเถียงกันจนตายก็ไม่ได้คำตอบ เหมือนหมู่หนอนที่ชื่นชอบแต่ซากเนื้อเน่า กิน นอน ขี้อยู่ในเนื้อเน่า จะให้พวกเขาคิดอะไรที่นอกเหนือจากเนื้อเน่า ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ธรรมชาติมันก็จัดการระบบของมันเอง จากหนอนก็เป็นแมลงวัน เป็นต้น ถึงอย่างไรจะให้แมลงวันคิดย้อนตอนที่เป็นหนอน มันก็คิดไม่ได้อยู่ดี

การมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก มันเป็นระบบของธรรมชาติ เหมือนต้นไม้ที่ดอกงาม หอม ชื่นใจ สดชื่น (ยกแค่เป็นตัวอย่าง) ไม่มีใครคอยตกแต่ง ปั้นแต่ง ประดิษฐ์ประดอย คอยจังหวะ ว่า ตอนนี้ ต้องทำอย่างนี้ ตอนนี้ต้องทำอย่างนี้ แต่ธรรมชาติมันจัดการมันเองตามความเหมาะสมของดิน น้ำ ไฟ ลม การผสมของดิน น้ำ ไฟ ลม ในปริมาณหนึ่งก็เกิดเป็นสิ่งหนึ่ง การผสมกันของดิน น้ำ ไฟ ลม ในอีกปริมาณหนึ่งก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ธรรมชาติแต่ละที่ก็มีรูปร่าง หน้าตาแตกต่างกันไป

ดอกไม้งาม หอม สวยสด ชื่นใจ ก็เกิดจากดิน น้ำ ไฟ ลม หากจะถามว่า ดอกไม้เหล่านี้ มันคิดได้อย่างไรว่า มันจะต้องเกิดเป็นดอกไม้ มันต้องเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม สิถึงจะถูก การเกิดขึ้นของคนดี มีปัญญา ก็เหมือนดอกไม้ เป็นระบบธรรมชาติ แต่คนดีที่พัฒนาตัวเองจนเต็มที่แล้ว ก็เป็นพระพุทธเจ้า เกิดมาเพื่อรู้ระบบธรรมชาติทั้งหมด แล้วสอนให้สัตว์ที่มีปัญญารู้เห็นตาม ส่วนนอกนั้นก็รับรู้ได้เท่าสติปัญญาของตนจะเข้าใจได้ รับได้ และวันหนึ่ง สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนก็เสื่อมหายไป หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ ไม่มีวันหมดเช่นกัน ตรอบใดที่ยังมีธรรมชาติ ธรรมชาติก็จัดการตัวมันเองอย่างนี้

แต่การที่จะมีพระพุทธเจ้าเกิดมาสักองค์หนึ่ง ใช้เวลานาน นาน นาน เหลือเกิน เพราะผู้นั้นต้องสะสมพลังงานบุญให้มากที่สุดจนเต็ม ต้องทำทุกอย่างที่เป็นบุญเพื่อให้บารมีเต็ม

ดังนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า ตอนนี้ เป็นเวลาสำหรับผู้นอนหลับอยู่ต้องตื่นได้แล้ว เพราะพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้ว รีบมาฟังธรรมะ ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรมะ ถึงเคยมีธรรมะ แต่ลืมหมดแล้วก็ไม่ดีเหมือนกัน เพราะเราจะขาดหลักที่ถูกต้องยึดปฏิบัติ เมื่อขาดหลักที่ถูกต้อง เราก็จะหลงทันที ใครมาพูดอะไร หรืออ่านอะไร เราจะเชื่อทันที ขาดหลักตรวจสอบ ขาดหลักสำหรับเปรียบเทียบ แล้วเราก็กลับไปเป็นหนอนอีก วนเวียนอยู่ในกองเนื้อเน่าซ้ำซาก ส่วนคนที่ไม่รู้จักธรรมะเลย ไม่ต้องกล่าวถึงเลย

เราจะเก่งอยู่ในด้านเดียว คือด้านคิดค้นวิธีทำมาหากิน แล้วก็ตายกันครั้งหนึ่ง คนฉลาดมากคิดค้นวิธีเบื้องต้นให้ ส่วนฉลาดน้อยก็ตามศึกษาสิ่งที่คนฉลาดมากคิดไว้ให้ แต่พระพุทธเจ้าบอกหลักชัดเลยว่าจะต้องทำอย่างนี้เท่านั้นจึงจะไม่ต้องทำมาหากินซ้ำซากนับภพชาติการเกิดแก่เจ็บตายเป็นตัวเลขไม่ได้ มันมากมายเหลือเกิน

สรุปพระดำรัสว่า

“คนไม่ลืมธรรมะ ไม่หลงวาทะ(ไม่หลงผิด)เพราะเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมแล้ว ประพฤติธรรม(อยู่เป็นสุข)ในหมู่สัตว์ที่หลงอยู่”

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=15&siri=8

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar