Buddhadhamma Tepitaka Susimasutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Susimasutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Susimasutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Susimasutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง สุสิมะสูตร

คนปกติทั่วไปใจไม่วิปลาส ชอบคนดี ยกย่องคนดี แน่นอน

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงต้องการประกาศคุณของพระสารีบุตรเถระ ทรงเห็นว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะพระอานนท์เป็นผู้ชอบพอกันกับพระสารีบุตรเป็นอย่างมาก อีกทั้งพุทธบริษัทในขณะนี้ ก็เป็นผู้ที่เคารพนับถือพระสารีบุตรเป็นอย่างมาก

พระองค์จึงถือโอกาสนี้ สนทนาคุณของพระสารีบุตรกับพระอานนท์

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเลือกกล่าวคุณของพระสารีบุตรกับพระอานนท์และพุทธบริษัทในขณะนั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่พุทธบริษัทด้วยแล้ว ยังเป็นประโยชน์แก่เทวดาทั้งหลายอีกด้วย หากกล่าวถึงคุณของพระเถระในกลุ่มคนที่ไม่ชอบ ก็จะไม่เกิดประโยชน์ ตรงกันข้ามก็จะทำให้คนเหล่านั้นต่อต้านพระสารีบุตรมากยิ่งขึ้น เกิดการอวดความดีแข็งกับพระสารีบุตร การสนทนาก็จะเต็มไปด้วยความโกรธและความเคียดแค้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถามพระอานนท์ ว่า อานนท์ เธอชอบสารีบุตรไหม?

พระอานนทเถระ ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครก็ตามที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่เป็นคนขี้โกรธ ไม่ใช่เป็นคนงมงาย ไม่ใช่เป็นคนมีจิตวิปริต ผู้นั้นต้องชอบพระสารีบุตรแน่นอน

เพราะพระสารีบุตรเป็นผู้มีปัญญามาก มีปัญญาแน่นนนา มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาแล่นไป มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาชำระกิเลส เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ชอบที่เงียบสงัด ไม่ชอบคลุกคลี บำเพ็ญเพียรอยู่เสมอมิได้ขาด มีความฉลาดในการพูด อดทนต่อถ้อยคำของผู้อื่น ทักท้วงคนทำผิดทันที ตำหนิคนทำชั่ว (ดังนั้น) คนที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนชอบโกรธ ไม่ใช่เป็นคนงมงาย ไม่ใช่เป็นคนมีจิตวิปริต จะต้องชอบท่านพระสารีบุตรแน่นอน

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเห็นตามที่พระอานนท์กล่าวคุณของพระสารีบุตรอย่างนั้น

ในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวสรรเสริญคุณของพระสารีบุตรอยู่นั้น เหล่าภุมมเทวดาทั้งหลาย เทวดาที่อยู่บนพื้นดิน ก็ลุกขึ้นกล่าวสรรเสริญคุณของพระสารีบุตรเหมือนกัน จากนั้นเหล่าอากาสัฏฐกะเทวดา เทวดาที่อยู่บนอากาศ และเทวดาชั้นจาตุมมหาราช จนถึงอกนิฏฐโลก ต่างก็ลุกขึ้นกล่าวคุณของพระสารีบุตรเถระด้วยเหมือนกันเทวดาใน ๑๐,๐๐๐ จักรวาลก็ลุกขึ้น กล่าวคุณของพระเถระอย่างนั้นเหมือนกัน

สุสิมะเทพบุตร ในสมัยเป็นมนุษย์เคยบวชเป็นพระภิกษุ โดยมีพระสารีบุตรเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อเหล่าเทวดาทั้งหลายกล่าวคุณของพระเถระอย่างนั้น จึงรีบมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับบริษัทของตน แล้วได้กล่าวคุณของพระเถระอย่างนั้นเหมือนกัน

ในขณะที่สุสิมะเทพบุตรกล่าวคุณของพระเถระอยู่นั้น บรรดาเทวดาที่เป็นบริวารของตนต่างก็ปลื้มใจ อิ่มใจ เบิกบานใ จดีใจเป็นอย่างยิ่ง รัศมีกายของเทวดาเหล่านั้นยิ่งเปล่งปลั่งเหมือนแท่งทองชมพูนุช ส่องแสงแพรวพราว สุกสกาว ท่านกล่าวว่า รัศมีเหลานั้น มีสีเขียวงดงาม มีสีเหลืองงดงาม มีสีแดงงดงาม มีสีขาวงดงาม เปล่งประกายออกจากกายของเทวดาเหล่านั้น

อธิบายธรรม

คนดี ที่สมบูรณ์แบบนั้นมีอยู่ แต่ใช่ว่าคนที่สมบูรณ์แบบจะเป็นที่ชื่นชอบของคนพาล เราเคยได้ยินว่า คนที่สมบูรณ์แบบไปทุกเรื่องนั้นไม่มี คือคนที่จะทำให้ทั้งคนพาล คนโง่ คนดี คนฉลาด ชอบในเวลาเดียวกันนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นพระอานนท์เถระจึงกล่าวว่า คนที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนขี้โกรธ ไม่ใช่คนโง่งมงาย ไม่ใช่เป็นคนมีจิตวิปริตอย่างไรก็ต้องชอบพระสารีบุตร คือคนดีเท่านั้นจึงจะชื่นชอบคนดี คนพาล คนขี้โกรธ ขี้โมโห คนโง่งมงาย ไร้ปัญญา มีจิตวิปริต อย่างไรก็ไม่มีทางที่จะชอบคนดี

คนดีไม่ใช่ทำความดีเพื่อให้คนรัก แต่คนดีทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อสะสมบุญบารมีจนกว่าจะหมดกิเลส ส่วนคนโง่คนพาล คนมีจิตวิปริต มักทำความดีเพื่ออวดอ้าง เพื่อให้คนยกย่อง เพื่อให้คนสรรเสริญ เมื่อมีเกียรติมีหน้ามีตาในสังคม แล้วเขาเกียรตินั้นไปทำความเสียหาย ด้วยคิดว่าไม่ผิดเพราะคนให้เกียรติแล้ว

ความดีที่คนดีทำ เป็นความสะอาด ปลอดโปร่ง มีความสุข คนอื่นที่ได้รู้ได้เห็นว่า สิ่งดีงาม ความดีงามนี้เกิดจากใคร ก็จะชื่นชมชื่นชอบ มีความอิ่มใจไปด้วย สังเกตตัวเองเวลาเราชื่นชมความดีของผู้อื่น ใจเราเบาสบาย มีความสุขมาก หากเป็นเทวดา รัศมีก็จะเปล่งปลั่งด้วยพลังของจิตที่ดีงามนั่นเอง

ก็จะมีคนอยู่ประเภทหนึ่ง คือคนพาล คนขี้โกรธ ขี้หงุดหงิด งมงาย มีจิตวิปลาส จะไม่ชอบคนดี แม้ความดีที่คนดีทำนั้น จะปรากฏไปทุกสารทิศ แต่คนเหล่านั้นก็จะหาเรื่องโจมตีตำหนิติเตียนต่างๆนานาสารพัด

เพราะความที่คนเหล่านี้เป็นคนพาล ขี้โกรธ อารมณ์ร้าย งมงาย มีจิตวิปริต จึงหลงยกย่องคนไม่ดี คนชั่ว คนที่ไม่ได้ทำความดี คนที่ทำประโยชน์น้อย ว่าเป็นคนดีและเป็นคนมีเกียรติ อารมณ์ของคนเหล่านี้จะร้อนระอุ เกลียดคนที่ไม่ชอบเหมือนตน รัศมีอำมหิต รัศมีโหดร้ายจะปรากฏขึ้นแทน ไม่ใช่เป็นรัศมีที่เปล่งปลั่งงดงามเหมือนคนดี ที่เวลานึกถึงความดีแท้จริง แล้วมีความสุข คนจิตไม่ดีเหล่านี้ ยกย่องคนไม่ดีด้วยจิตที่ร้อนระอุ พร้อมที่จะมีเรื่อง พร้อมที่จะมีปัญหากับคนที่ตรงกันข้าม

บางทีสังคมนี้ก็แปลก หลับหูหลับตายกย่องกันแม้กระทั่งก่อนเผาหรือก่อนฝัง ทั้งที่ ผู้ตายนั้น ก็หาความดีได้น้อยเหลือเกิน หรือหาไม่เจอเลย กลายเป็นประเพณีไปแล้ว

คนเป็นก็เหมือนกัน บางทีเราก็เขียนยกย่อง กล่าวสรรเสริญกันเกินความจริง ทั้งที่คนที่เรากล่าวยกย่องนั้นก็มีความดีน้อยเหลือเกิน ความไม่ดีของเขาปรากฏชัดมากกว่า ยิ่งกล่าวยกย่องกันมากเท่าไหร่ มันก็ทำลายตัวเอง ทำลายพวกที่เรายกย่องไปด้วย เราจะถูกอีกคนหนึ่งรังเกียจ ดูถูกทันที กับการพยายามเป็นคนดีด้วยการยกย่องคนที่มีความดีน้อยนั้น

สังเกตจิตตัวเองเวลายกย่องใคร เวลาสรรเสริญเยินยอใคร

๑. พยามอวดอ้างว่าตัวเองเป็นคนดีกว่า หรือคนที่ยกย่องนั้นเป็นคนดีหรือดีกว่าคนนั้นคนนี้ จึงเหยียบย่ำผู้อื่น

๒. ในขณะที่ยกย่องคนดีของเรานั้น จิตของเราจะมุทะลุ เป็นจิตโกรธ เป็นจิตพยาบาทและคิดร้าย

หากคิดอย่างนี้ เราวิปริตแน่นอน

ส่วนคนดี ชื่นชอบคนดี ชื่นชอบในความถูกต้องดีงาม จะมีจิตเมตตา อิ่มเอิบโสมนัส เปล่งปลั่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเลือกเวลายกย่องพระสารีบุตร เพื่อเพิ่มพูนบุญกุศลแก่คนดีทั่วไป รวมถึงเทวดา

พระสารีบุตร มีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเท่านั้น รอเวลาดับขันธ์ห้า คือปรินิพพานเท่านั้น ก็เป็นอันจบหมดสิ้น

ผู้ที่ ไม่ใช่เป็นคนพาล ไม่ใช่เป็นคนมุทะลุ ไม่ใช่เป็นคนงมงาย ไม่ใช่เป็นคนมีจิตวิปริต จะชอบข่าวสารที่ดีงามข่าวสารที่ถูกต้อง เสพแต่สิ่งดีงามตามสื่อต่างๆเพื่อพัฒนาจิตให้งดงามยิ่งขึ้น

ส่วนคนพาล คนมุทะลุ คนงมงาย คนมีจิตวิปริต ก็จะชอบสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคนข้างต้น

ความดีที่เราแข็งกันดี แข็งกันพูด แข็งกันอวดอ้าง มันคืออาวุธที่เราใช้ห้ำหันกัน

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=15&siri=110

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar

Deine E-Mail-Adresse wird nicht veröffentlicht. Erforderliche Felder sind mit * markiert.

Diese Website verwendet Akismet, um Spam zu reduzieren. Erfahre mehr darüber, wie deine Kommentardaten verarbeitet werden.