Buddhadhamma Tepitaka Ukkacela _mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Ukkacela _mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Ukkacela _mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Ukkacela _mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง อุกกเจลสูตร

วันที่พระสารีบุตรเถระกับ

พระโมคคัลลานเถระ ไม่อยู่…….

พระมหาทองนาค นาควโร ประธานสงฆ์วัดธรรมวิหาร ฮันโนเฟอร์ เยอรมัน

(พระธรรมเทศนา ; การเทน์ )

Sprecher ist Phra Maha Thongnark Nagawaro , Abt des

Wat Dhammavihara Hannover . ( hier hören wir eine Predikt / Vortrag v. Abt )

กลิคที่ Download

www.wathannover.de

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง อุกกเจลสูตร

วันที่พระสารีบุตรเถระกับ

พระโมคคัลลานเถระ ไม่อยู่

หลังจาก พระเถระทั้งสองปรินิพพานแล้ว ไม่นาน พระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ก็อยู่ใกล้กับพระพุทธเจ้าตลอดเวลา พระพุทธองค์เห็นพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ดูเหมือนเศร้าใจมาก โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นปุถุชน และพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันและสกทาคามี ยังมีความเศร้าโศกอยู่ ส่วนพระสาวกระดับอนาคามีและพระอรหันต์ไม่เศร้าโศกแล้ว เพราะกิเลสที่ทำหน้าที่เศร้าโศกหมดไปแล้ว ส่วนพระอรหันต์นั้นมีกิเลสหมดสิ้นไปแล้ว พระอนาคามี ยังมีโมหจิตบางประเภทอยู่ เช่นความความฟุ้งซ่า คำว่าฟุ้งซ่านระดับพระอนาคามี เป็นจิตที่ละเอียดมาก ไม่ใช่ฟุ้งกระจายเหมือนพวกเราทั้งหลาย

เวลาพระพุทธองค์ตรัสคำว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ก็หมายถึงพุทธบริษัทอื่นด้วย”

พระพี่ชายใหญ่ทั้งสอง ที่งดงามด้วยกิริยามารยาท งดงามด้วยคุณธรรม งดงามแทบทุกอย่าง เป็นกำลังสำคัญยิ่งเหลือเกินในการช่วยเหลือสังคม ให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมความดี ท่านทั้งสองอยู่ที่ใด ที่นั้นก็ครึกครื้น อบอุ่น มีแต่ความสุขกระจายไปทุกพื้นที่

แต่วันนี้พระพี่ชายใหญ่ทั้งสอง ไม่อยู่ มันเหงา มันเคว้งคว้าง มันเวิ้งว้าง เหมือนมันว่างเปล่าไปหมด

อริยสาวก ตั้งแต่สกทาคามีลงมาเศร้าโศก ปุถุชนนั้นเศร้าโศกมาก ส่วนพระอนาคามี พระอรหันต์นั้น ท่านก็ปลงธรรมสังเวช สิ่งทั้งปวงเกิดแล้วก็ดับ เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา

พระอรหันต์ไม่เศร้าโศกแล้ว เหลือแต่จิตที่เป็นกุศล จิตท่านงดงามตลอดเวลา รู้ทันธรรมชาติ

ทรงเห็นพุทธบริษัทเศร้าโศก

ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสสอนธรรมแก่บริษัท ทรงได้ยกย่องสรรเสริญ ความสำคัญ ความยิ่งใหญ่ ความเป็นคนที่น่ารัก น่าเคารพยกย่องเชิดชูของพระอัครสาวกทั้งสอง

แล้วจึงทรงสอนให้พุทธบริษัทมีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง เพราะพึ่งสิ่งอื่นเศร้าโศกไม่จบสิ้น แต่มีธรรมะเป็นที่พึ่ง จะพ้นทุกข์จะพ้นโศก และมีความสุขตลอดเวลา ไม่ว่าพระองค์จะอยู่หรือไม่ก็ตาม จงมีธรรมเป็นที่พึ่งจะประเสริฐยิ่ง

มีธรรมะเป็นที่พึ่งอย่างไร

คือ

มีสติในกาย

มีสติในเวทนา (ความรู้สึก สุข ทุกข์ เฉยๆ)

มีสติในจิตคือในความคิด

มีสติในธรรมะ

จะอธิบายสั้นๆ เน้นที่สติในกายเท่านั้นก่อน ส่วน เวทนา จิต ธรรม นั้นอาจจะเข้าใจยากสำหรับท่านที่เริ่มต้น ค่อยๆศึกษาไปเรื่อยๆ

มีธรรมเป็นที่พึ่งทางกายเป็นอย่างไร

คือ

การมีสติ หายใจเข้า มีสติหายใจออก

หายใจเข้าสั้นก็รู้ด้วยสติ

หายใจเข้ายาวก็รู้ด้วยสติ

หายใจออกสั้นก็รู้ด้วยสติ

หายใจออกยาวก็รู้ด้วยสติ

มีสติ แล้วมองด้วยปัญญาตามที่มันเป็น ลมหายใจเข้าออก เป็นอนิจจัง ไม่คงที่

เป็นทุกข์ เดี๋ยวเย็นเดี๋ยร้อน เดี๋ยวสั้นเดี๋ยวยาว

เป็นอนัตตา หายใจเข้า แล้วก็ต้องหายใจออก หากหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็เป็นไปไม่ได้

มีสติรู้ตัว มีปัญญามองกายนี้ มองตั้งแต่เส้นผมบนศรีษะลงมา ถึงปลายเท้า มองจากปลายเท้าถึงเส้นผมบนศรีษะ มีชิ้นส่วนตรงไหนของกายนี้ เป็นของเราจริงๆ มีชิ้นส่วนไหนบ้างที่เราสั่งได้ บังคับได้ เช่นบังคับไม่ให้แก่ ไม่เจ็บ ไม่ให้ตายได้ไหม บังคับไม่ให้เปื่อยเน่า บังคับไม่ให้เหม็นได้ไหม มีส่วนไหนบังคับได้บ้าง

ที่มันเป็นกายเรา จริงๆแล้ว มันใช่ไหม ถ้าใช่แล้ว ทำไมเราต้องกินพืชผักมากมาย กินเนื้อสัตว์อื่นมากมาย สูดอากาศเป็นลมหายใจจากผู้อื่นมากมาย แล้วเราก็โมเมเอาว่า นี่กายเรา ทั้งที่เราต้องทำลายสิ่งอื่นมากมายเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ได้ แท้จริงแล้ว กายนี้เป็นผักผลไม้มากมาย เป็นเนื้อสัตว์อื่นมากมาย เอาลมหายจากผู้อื่นมากมายมาใช้

พิจารณาตามความเป็นจริงอย่างนี้ จิตก็จะเบาสบาย ผ่อนคลาย ไม่ยึดมั่นถือมั่น เห็นการเกิดดับเป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติ

สติปัญญาเท่านั้น จะพาเราพ้นทุกข์ได้ แต่ถึงจะมีสติปัญญามากมาย หากไม่มีความเพียร ไม่ลงมือปฏิบัติ ก็พ้นทุกข์ไม่ได้

มีสติปัญญาแล้ว มีความกระตือรือร้น(ฉันทะ)ที่จะพ้นทุกข์ ความกระตือรือร้นนี้เองเป็นแรงกระตุ้นความเพียรให้เกิด มีสติปัญญาคอยควบคุม เราจะเห็นความสุข เราจะพบความสุขอันแท้จริง เราก็จะเป็นผู้มีธรรมะเป็นที่พึ่งได้ อย่างนี้เอง

นี้แหละการมีธรรมะเป็นที่พึ่ง

อ้างอิง

http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=19&siri=144

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar