Buddhadhamma Tepitaka Uposathasutta IV_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Uposathasutta IV_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Uposathasutta IV_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Uposathasutta IV_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่องอุโปสถสูตร

การรักษาศีลอุโบสถ ๓ แบบ

คือ

๑. โคปาลอุโบสถ รักษาอุโบสถศีลเหมือนคนเลี้ยงโค

๒. นิคัณฐอุโบสถ รักษาอุโบสถศีลเหมือนนิครนถ์

๓. อริยอุโบสถ รักษาอุโบสถศีลเหมือนอริยสาวก

“อริยอุโบสถ”มีหลายประการ ดังนี้ คือ

๑. รักษาศีล เป็น “พรหมอุโบสถ”

๒. รักษาศีล เป็น “ธัมมอุโบสถ”

๓. รักษาศีล เป็น “สังฆอุโบสถ”

๔. รักษาศีล เป็น “ศีลอุโบสถ”

วันก่อนได้กล่าวอุโบสถศีล ๔ ประการ แล้ว วันนี้ จะกล่าวถึง อุโบสศีล ประการ ที่ ๕

คือ “เทวดาอุโบสถ” การระลึกถึงเทวดาในชั้นต่างๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ในการประพฤติธรรมที่ทำให้ไปเกิดเป็นเทวดาอย่างเทวดาในชั้นต่างๆ

คือเทวดาชั้นจาตุมมหารชิกา

ชั้นดาวดึงส์

ชั้นยามา

ชั้นดุสิต

ชั้นนิมมานรดี

ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

เทวดาพรหมในชั้นต่างๆ และเทวดาที่สูงกว่านั้น คือเทวดาอรูปพรหม ไม่มีรูป มีแต่จิต

เทวดาทั้งหลายเหล่านั้น ท่านเกิดเป็นเทวดาด้วยธรรม ๕ ประการนี้ คือ

ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา

เราก็พิจารณาหลักธรรมนี้ว่า เราก็มีเหมือนกัน ท่านมีศรัทธาอย่างไร เราก็มีอย่างนั้น ท่านมีศีล สุตะ (ฟังธรรม) จาคะ ปัญญา อย่างไร เราก็มีอย่างนั้นเหมือนกัน หากพิจารณาแล้ว เรามีธรรมะนี้ ยังไม่ครบ ก็ควรหมั่นฝึกอบรมให้เกิดแก่ตน แล้วพิจารณาใหม่ เราก็จะเห็นว่า เรามีธรรมนี้แล้ว

การหมั่นระลึกถึงความงาม ความสุข ความสะอาดแห่งจิตของเทวดาชั้นต่างๆ แล้วน้อมประพฤติธรรมะ ๕ ประการนี้ จิตของเราจะเป็นบุญเพิ่มขึ้นมากมาย นับประมาณมิได้

เมื่อหมั่นพิจารณามากๆ จิตของเราจะเป็นสมาธิ เป็นวิธีทำกรรมฐานอย่างหนึ่ง โดยเอาเทวดาในชั้นต่างๆ เป็นอารมณ์กรรมฐาน เรียกว่า “เทวตานุสสติ” มีเทวดาเป็นอารมณ์กรรมฐาน

รักษาศีลอุโบสถ มีเทวดาเป็นอารมณ์ เป็นแรงบันดาลใจเพื่อไปเกิดเป็นเทวดาด้วย โดยเอาธรรมะ ๕ ประการเป็นหลักเกาะ เป็นหลักให้จิตยึด พิจารณาไปเรื่อยๆ จิตจะเบาสบาย เป็นสมาธิ

มีเทวดาเป็นอารมณ์ฝึกจิต ให้จิตเกาะอยู่ในธรรมะ ๕ ประการ ถึงคราวสิ้นชีวิต ต้องไปเกิดเป็นเทวดาชั้นใดชั้นหนึ่งแน่นอน หากจิตเป็นสมาธิ ต้องเกิดเป็นพรหมแน่นอน คือเป็นเทวดาที่จิตสะอาดด้วยสมาธิ

การรักษาศีลอุโบสถ โดยเอาเทวดาบนสวรรค์ เป็นอารมณ์ จิตของเราจะไม่ตกต่ำ ดิ่งไปทางนรก หรืออบายภูมิ

ต้องหมั่นฝึกตัวเองด้วยความเพียร เพื่อให้ความดีงามเกิด จิตงาม สะอาด เกิดเองไม่ได้ หากไม่ฝึกให้เกิด ในข้อนี้ พระพุทธองค์ตรัสการฝึกตนว่า เหมือนทองที่หม่นหมอง ไม่สดใส ต้องทำให้สดใสด้วยเบ้าหลอมทอง เกลือ(ดินเค็ม) ยางไม้ (ดินสอพอง) คีม และการหมั่นเพียรของคนทำ เมื่อเบ้าดี อุปกรณ์ดีพร้อมและความชำนาญของช่างในการทำ ทองย่อมสุกใส งดงามแน่นอน

จิตของเรา ก็เหมือนกัน เพราะมีกิเลสย้อมอยู่ เราจึงต้องอบรม ต้องฝึก ต้องเพียรพยายามอย่างดี อย่างหนัก และต้องฝึกอย่างเข้าใจด้วย จึงจะพ้นจากการถูกครอบงำของกิเลส เมื่อผ่านพ้นกิเลสแล้วก็จะผ่องใส งดงาม มีความสุขอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับทองที่หม่นหมอง หากผ่านการหล่อหลอมอย่างถูกวิธี ย่อมงดงามแน่นอน

เราฝึกจิตเรา ด้วยการเอาสิ่งดีงามเป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจ เราก็จะเป็นอย่างที่จิตเราคิดและปฏิบัตินั้น

อ้างอิง อุโปสถสูตร ข้อที่ ๕

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=20&siri=115

You may also like...

Popular Articles...