Buddhadhamma Tepitaka Vijayasutta_mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Vijayasutta_mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Vijayasutta_mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Vijayasutta_mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง วิชยสูตร

ชนะตนเองเท่านั้นจึงจะชื่อว่าชนะที่ประเสริฐที่สุด

พระนางนันทาชนบทกัลยาณี คราวแต่งงานกับเจ้าชายนันทะวันแรก พระพุทธเจ้าก็พาเจ้าชายนันทะบวชเป็นพระภิกษุเลย

ต่อมาพระนันทะก็บรรลุพระอรหันต์ พระนางก็หมดความหวังที่จะอยู่กับเจ้าชายนันทะอีก

คราวที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ผู้หญิงบวชเป็นพระภิกษุณีได้ พระญาติของพระองค์ที่เป็นผู้หญิงก็ออกบวชกันมาก เมื่อพระญาติออกบวชกันมาก พระนางเริ่มขาดเพื่อนไปเรื่อยๆ และชักจะเริ่มเหงามากขึ้นเรื่อยๆ

ก็เลยจำใจบวชเป็นภิกษุณี ไม่ได้บวชด้วยศรัทธาเลื่อมในพระพุทธเจ้าเลย แต่บวชเพราะขาดเพื่อนคุย พระนางสวยมากและหลงความสวยของตัวเองมาก

ทั้งที่นางก็ไม่เคยได้ยินด้วยหูของตนเองด้วยซ้ำว่า พระพุทธเจ้าชอบแสดงธรรมตำหนิความสวยงาม นางก็เลยไม่อยากไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า หรือจากภิกษุรูปใด นางก็ไม่ชอบฟัง แต่ธรรมเนียมของภิกษุณี ต้องไปฟังธรรมจากพระภิกษุเป็นกิจวัตร จัดลำดับกันไปฟังธรรม เมื่อถึงลำดับของพระนางไปฟังธรรม นางก็ให้พระภิกษุณีรูปอื่นไปฟังธรรมแทน

อยู่มาวันหนึ่ง ชาวกรุงสาวัตถี มาทำบุญถวายทาน สมาทานอุโบสถ นุ่งดีห่มดี ถือวัตถุมีของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปสู่พระเชตวัน เพื่อฟังธรรม ในเวลาจบการฟังธรรมไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เข้าสู่พระนคร พระภิกษุณีสงฆ์ทั้งหลายฟังธรรมกถาแล้ว ก็ไปหานางภิกษุณี

ชาวสาวัตถีและภิกษุณีทั้งหลายในกรุง สาวัตถีนั้นต่างก็สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า เช่น พระพุทธเจ้ารูปงามมาก พระพุทธเจ้าเสียงเพราะมาก พระพุทธเจ้าห่มจีวรสีไม่ฉูดฉาด ดูน่าเลื่อมใสมาก พระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงไพเราะมาก

เมื่อคนต่างก็พูดอย่างนั้น พระภิกษุณีนันทาชนบทกัลยณี ได้ฟังบุคคลเหล่านั้นกล่าวสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยอเนกปริยาย ก็เลยอยากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง แค่ไปดูเฉยๆ จึงบอกภิกษุณีทั้งหลาย เมื่อถึงเวลาฟังธรรม พวกภิกษุณีก็พานางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้การมาของนางก่อนแล้ว จึงทรงเนรมิตสตรีที่มีอายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปี สวยงามมาก ยืนถวายงานพัดอยู่ข้างๆ ด้วยกำลังฤทธิ์ของพระองค์ เพื่อทรงกำจัดความเมาในรูปด้วยรูปนั่นเทียว เหมือนคนต้องการบ่งหนามด้วยหนาม และต้องการถอนลิ่มด้วยลิ่มฉะนั้น

นางนันทาภิกษุณี เข้าไปเฝ้าพร้อมกับภิกษุณีทั้งหลาย ไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว แอบนั่งแซกในระหว่างภิกษุสงฆ์ เห็นพระรูปสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งแต่พื้นพระบาทจนถึงปลายพระเกสา และเห็นรูปเนรมิตนั้นซึ่งยืนข้างพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก

พระนางคิดว่า โอ! สตรีผู้นี้งามมาก แล้วมองดูตัวเอง มีความรู้สึกว่าสวยไม่เท่านางคนนั้นที่ยืนอยู่ข้างๆพระพุทธเจ้าเลย นางก็อยากสวยอย่างหญิงสาวคนนั้น

นางก็คิดแต่เรื่องสวยๆงามๆ กลับไปกลับมา อยากสวยเหมือนผู้หญิงคนนั้น คิดซ้ำๆ ความคิดที่เคยได้ยินว่า พระพุทธเจ้าติเตียนรูป ก็หายไป ดูสิ พระพุทธเจ้ายังให้คนสวยงามมาพัดให้เลย

ขณะที่พระนางจ้องมองดูคนสวยแบบตาไม่กระพริบอยู่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้ผู้หญิงคนนั้นมีอายุประมาณ ๒๐ ปี ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

ลำดับนั้น นางนันทาเห็นสตรีนั้นอายุมากขึ้น ก็คลายความเสน่หาไปเล็กน้อย

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสตรีให้มีอายุไปเรื่อยๆ คือให้เป็นสตรียังไม่คลอด เป็นสตรีคลอดครั้งเดียว สตรีกลางคน สตรีแก่ จนถึงสตรีมีอายุ ๑๐๐ ปี หลังโก่ง ถือไม้เท้า มีตัวตกกระ แล้วทรงให้สตรีนั้นตายไป เป็นซากศพพองขึ้นเป็นต้น มีสัตว์ทั้งหลายมีกาเป็นต้น รุมจิกกิน และมีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด น่าปฏิกูล พระนางคนเดียวเท่านั้นที่เห็นรูปนั้น คนอื่นไม่เห็น

ขณะที่นางดูรูปนั้น ตาก็จ้องจดจ่ออยู่แต่ในรูปนั้น จิตไม่วอกแวกไปไหน อย่างไม่รู้ตัวเอง นางนันทาเห็นหญิงคนนั้น เห็นความไม่เที่ยงของร่างกายปรากฏขึ้นว่า กายเรากายผู้อื่น ต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน นางเริ่มเบื่อเริ่มคลายความยึดมั่นในกายตัวเอง เห็นกายไม่ใช่เป็นของอมตนิรันดร

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ว่า จิตของนางนันทาเป็นกรรมฐานแล้ว จึงตรัสว่า

ดูก่อนนันทา เจ้าจงดูร่างกายนี้ อันอาดูร

ไม่สะอาด เปื่อยเน่า อันกระดูกยกขึ้นเป็นโครง ไหลเข้า ไหลออก ที่พวกคนพาลปรารถนากัน ยิ่งนัก สรีระของหญิงนี้เป็นฉันใด สรีระของเธอ นี้ก็จักฉันนั้น สรีระของเธอนั้นฉันใด สรีระของหญิงนี้ก็ฉันนั้น เธอจงดูธาตุทั้งหลายโดยความ เป็นของว่าง จงอย่ากลับมาสู่โลกนี้อีกเลย จง

ละความพอใจในภพเสีย แล้วจักเป็นผู้สงบระงับเที่ยวไป ดังนี้.

ฟังธรรมเทศนานี้จบ พระนางก็บรรลุโสดาบัน ต่อมาพระพุทธเจ้าแสดงธรรมนี้ว่า

การที่คนเรายืน เดิน นั่ง หรือนอน คู้เข้าหรือเหยียดออก

นี้จัดเป็นความเคลื่อนไหวของร่างกาย

ร่างกายนี้ประกอบด้วยกระดูกและเส้นเอ็น มีหนังและเนื้อฉาบทา ห่อหุ้มด้วยผิวหนัง

ปุถุชนย่อมไม่พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ร่างกายนี้เต็มไปด้วยลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก อาหารใหม่ อาหารเก่า ตับ มูตร หัวใจ ปอด ไต ม้าม น้ำมูก น้ำลาย เหงื่อ มันข้น เลือด ไขข้อ ดี เปลวมัน

อนึ่ง ร่างกายนี้มีของไม่สะอาด

ไหลออกทางทวารทั้ง ๙ เสมอ คือ

มีขี้ตาไหลออกทางเบ้าตา มีขี้หูไหลออกทางรูหู มีน้ำมูกไหลออกจากทางช่องจมูก

บางคราวก็อาเจียน สำรอกน้ำดี ขากเสลดออกทางปาก มีหยาดเหงื่อออกตามขุมขน มีหนองฝีไหลออกตรงที่เป็นแผล

อนึ่ง ร่างกายนี้มีศีรษะเป็นโพรง เต็มด้วยมันสมอง ซึ่งคนพาลถูกอวิชชาครอบงำ หลงเข้าใจว่าเป็นของสวยงาม

และเมื่อร่างกายนั้นตาย ขึ้นอืด มีสีเขียวคล้ำ ถูกทิ้งให้นอนอยู่ในป่าช้า หมู่ญาติต่างหมดความอาลัยไยดี

ร่างกายที่เปื่อยเน่านั้น สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก สุนัขป่า หมู่หนอน ฝูงกา ฝูงแร้งและสัตว์ที่กินซากศพอื่นๆ ย่อมรุมยื้อแย่งกันกิน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ฟังพุทธพจน์แล้วเกิดปัญญา ย่อมกำหนดรู้และพิจารณาเห็นร่างกายนั้นตามความเป็นจริงทีเดียว

ร่างกายที่ตายแล้วนั้นได้เคยเป็นเหมือนร่างกายที่มีชีวิตนี้และร่างกายที่มีชีวิตนี้ก็จะเป็นเหมือนร่างกายที่ตายแล้วนั้น

ภิกษุจึงควรคลายความยินดีพอใจในร่างกายทั้งภายในและภายนอก(ทั้งของตนและผู้อื่น)

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปัญญา ไม่ยินดีด้วยฉันทราคะ ได้บรรลุนิพพานที่เป็นอมตะอันสงบ ดับ และไม่จุติ

ร่างกายนี้ มี ๒ เท้า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น

เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ (กินสัตว์ไปเยอะ) ขับถ่ายของไม่สะอาด

มีน้ำลายน้ำมูกเป็นต้นออกทางทวารทั้ง ๙

ขับเหงื่อไคลให้ไหลออกทางรูขุมขนนั้นๆ

ต้องบำรุงรักษาอยู่เสมอ

เพราะร่างกายมีสภาพอย่างนี้

การที่บุคคลหลงเข้าใจผิดคิดเข้าข้างตนเองและดูหมิ่นผู้อื่นนั้น จะมีประโยชน์อะไรนอกจากการไม่เห็นอริยสัจ

อธิบายบาทพระคาถาสุดท้าย สี่บรรทัดสุดท้ายเพิ่มเติม

ในเมื่อร่างกายเป็นอย่างนี้ การที่เราหลงผิดแล้วยึดมั่นว่าเป็นตัวเป็นตนของเรา แล้วก็ทะเลาะกัน ดูหมิ่นดูถูกกัน แย่งกันเป็นคนถูกต้อง แย่งกันเป็นคนดี จึงเป็นการทำที่ผิดมาก เพราะกายนี้มันเน่าเปื่อย เต็มไปด้วยซากสกปรก แล้วทะเลาะกันเพื่อประโยชน์อะไร เพื่อปกป้องกายเน่านี้หรือ อีกทั้งเป็นการเพิ่มความหลงมัวเมาอันเป็นกิเลสที่ยึดมั่นกายเน่านี้ ทั้งที่เวลาตาย มีแต่คนรีบเอาไปทิ้ง แต่ตอนมีลมหายอยู่กลับหลงมัวเมาทะเลาะกันเพื่อรักษามัน มีใครรักษาไว้ได้บ้าง

แต่เมื่อใดเราเห็นกายนี้ตามความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกแล้ว เราจะเห็นธรรมทันที เราจะบรรลุธรรมทันที เราจะหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นที

เรามีแต่จะรักษากายนี้ไว้ให้ดี เพื่ออยู่กับกายนี้ให้มีความสุข เอากายนี้พาไปความดี เอากายนี้ช่วยเหลือสังคม เอากายนี้สร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น สร้างสุขแก่ผู้อื่น เอากายนี้ทำงานเพื่อดับทุกข์ไม่ใช่เอากายนี้ทำงานสนองกิเลสที่วันหนึ่งๆก็มีแต่เรื่องเครียด เครียดไปเพื่ออะไร เครียดเพื่อรักษากายนี้ที่ต้องเน่าหรือ

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=25&siri=238

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar

Deine E-Mail-Adresse wird nicht veröffentlicht. Erforderliche Felder sind mit * markiert.

Diese Website verwendet Akismet, um Spam zu reduzieren. Erfahre mehr darüber, wie deine Kommentardaten verarbeitet werden.