Buddhadhamma Tepitaka Visavanta Jataka 7.34 PM

Buddhadhamma Tepitaka Visavanta Jataka 7.34 PM
Buddhadhamma Tepitaka Visavanta Jataka 7.34 PM
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Visavanta Jataka 7.34 PM

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง วิสวันตชาดก

ศักดิ์ศรีกินไม่ได้แต่สง่างาม

ครั้งเมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

วันหนึ่ง ในคราวที่พระสารีบุตรเถระขบฉันของเคี้ยวที่ทำด้วยแป้ง บรรดาอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ก็คิดว่าพระเถระคงชอบฉัน จึงพากันนำของเคี้ยวที่ทำด้วยแป้งเป็นจำนวนมาก มาวิหารเชตวันเพื่อถวายพระสงฆ์

เนื่องจากสิ่งของเยอะมาก เกินกว่าจำนวนพระภิกษุที่อยู่ในวัดขณะนั้น อุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นจึงฝากถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าไปบิณฑบาตในเมืองและในบ้าน

ขณะนั้น ภิกษุหนุ่ม ลูกศิษย์ของพระสารีบุตรเถระ ไปในบ้าน เพื่อนภิกษุรับส่วนของเธอไว้ เมื่อล่วงเลยเวลาไปนาน และสายมากแล้ว ภิกษุหนุ่มนั้นยังไม่มา เพื่อนพระภิกษุเห็นว่าเป็นเวลาสายจัด เก็บไว้ของอาจจะเสีย จึงนำไปถวายแด่พระสารีบุตรเถระ ผู้เป็นอาจารย์

พระเถระรับแล้ว ก็ฉัน เมื่อท่านฉันเสร็จแล้ว ภิกษุหนุ่มก็มาถึงพอดี

ครั้งนั้น พระเถระกล่าวกะเธอว่า อาวุโส ฉันบริโภคของเคี้ยวที่เก็บไว้เพื่อเธอหมดแล้ว

ภิกษุนั้นกล่าวว่า ข้าแต่พระอาจารย์ ธรรมดาของอร่อย ใครจะไม่ชอบเล่า ขอรับ

พระเถระฟังคำพูดนั้นแล้ว

ความสลดใจเกิดขึ้นแก่พระมหาเถระมาก ท่านเลยอธิษฐานไว้ว่า ตั้งแต่บัดนี้ไป เราจักไม่ฉันของเคี้ยวที่ทำด้วยแป้งอีก

ตั้งแต่บัดนั้น ข่าวนั้นก็ดังกระฉ่อนไปทั่ววัดเชตวันและเมืองสาวัตถี ว่าพระสารีบุตรเถระ ไม่จะฉันของเคี้ยวทำด้วยแป้งอีกเลย

ภิกษุทั้งหลายก็เอาเรื่องนั้น มานั่งสนทนากันในธรรมสภา

ครั้งนั้น พระบรมศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเล่าหรือ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตร แม้จะเสียชีวิตก็ไม่ยอมรับสิ่งที่ตนทิ้งเสียแล้ว เอามาใช้อีกครั้งหนึ่งเลย

แล้วทรงนำเรื่องราวในอดีตมาสาธยายว่า

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลหมอรักษาพิษ เลี้ยงชีวิตด้วยเวชกรรม

ครั้งนั้น งูกัดชาวชนบทคนหนึ่ง พวกญาติของเขาไม่รีรอ รีบนำมาหาหมอโดยเร็ว

หมอถามว่า จะพอกยาถอนพิษก่อน หรือจะให้เรียกงูตัวที่กัดมา แล้วให้มันนั่นแหละ ดูดพิษออกจากแผลที่มันกัด

พวกญาติอยากเห็นความเก่งกาจของหมอ จึงพากันกล่าวว่า โปรดเรียกงูมาให้มันดูดพิษออกเถิด

หมอจึงเรียกงูมาแล้ว กล่าวว่า เจ้ากัดคนผู้นี้หรือ?

งู. ใช่แล้ว เรากัด

หมอ. ถ้าอย่างนั้น เจ้านั่นแหละจงเอาปากดูดพิษจากปากแผล ที่เจ้ากัดแล้ว

งู. เราไม่เคยดูดพิษที่เราทิ้งไปแล้วแต่ครั้งเดียวเลย เราจักไม่ยอมดูดพิษที่เราคายไปแล้วเด็ดขาด

เพื่อจะทรมานงู หมอจึงให้คนหาฟืนมาก่อไฟ แล้วบังคับว่า ถ้าเจ้าไม่ดูดคืนพิษของเจ้า ก็จงเข้าไปสู่กองไฟนี้เดี๋ยวนี้

งูกล่าวตอบว่า เราจะขอเข้ากองไฟ แต่ไม่ขอยอมดูดคืนซึ่งพิษที่เราปล่อยออกไปแล้วเป็นอันขาด แล้วกล่าวว่า

“พิษที่คายแล้วนั้น น่ารังเกียจนัก การที่เราต้องดูดพิษที่คายแล้ว เพราะเหตุแห่งความอยู่รอดนั้น ให้เราตายเสียยังดีกว่า”

การเข้าสู่กองไฟ แล้วตายนั้น ประเสริฐกว่า ความเป็นอยู่ของเรา เพราะเหตุดูดคืนพิษนั้น

ครั้นงูกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็เลื้อยเข้าไปสู่กองไฟ

หมอ เห็นดังนั้น จึงห้ามงูนั้นไว้ จัดแจงรักษาบุรุษนั้นให้หายพิษ ให้หายโรคด้วยโอสถและมนต์ แล้วให้ศีลแก่งู กล่าวว่า จำเดิมแต่นี้ไป เจ้าอย่าเบียดเบียนใครๆ ดังนี้ แล้วก็ปล่อยไป

พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตร แม้จะต้องสละชีวิตก็ไม่ยอมรับคืนสิ่งที่ตนทิ้งเสียแล้วครั้งหนึ่งเลย

ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า

งูในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระสารีบุตร

ส่วนหมอได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล

อธิบายธรรม

เราจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ได้ แค่กินอาหารของผู้อื่นแล้วถูกต่อว่า ก็จบ สำหรับพวกเราอาจจะคิดอย่างนั้น แต่ไม่เคยปรับปรุงตนให้ดีขึ้น เพราะเรามองเป็นเรื่องเล็ก จึงไม่เกิดแรงกระตุ้นเพื่อพัฒนาตน เพื่อปรับปรุงตนเอง เราสะสมความเฉื่อยชา เราสะสมกิเลสเป็นกองโต แล้วเราขาดแรงกระตุ้นให้ชีวิต เราจึงใช้ชีวิตแบบไปเรื่อยๆ

แต่สำหรับมหาบุรุษอย่างพระสารีบุตรเถระแล้ว คนละอย่างกับเราสิ้นเชิง แม้คนมากมายคิดว่าพระเถระชอบฉันอาหารที่ทำจากแป้ง เพราะเห็นท่านฉันครั้งหนึ่ง จึงพากันทำอาหารแต่ละอย่างจากแป้งมาถวายพระ

และท่านฉันส่วนของพระลูกศิษย์ที่เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ที่เพื่อนพระรับไว้ให้ แต่เห็นว่าสายมาก พระหนุ่มนั้นก็ยังไม่กลับมา จึงพากันเอาไปถวายพระเถระแทน ดีกว่าปล่อยทิ้งให้เสีย ความหวังดีของเพื่อน แต่กลับเป็นโทษแก่พระเถระ

พระเถระบอกลูกว่าได้ฉันส่วนของเธอแล้ว ลูกแทนที่จะดีใจที่พระอาจารย์ฉันส่วนของตน แต่กลับพูดกระแทกแดกดันท่านว่า “ไช่สิ ของอร่อยๆใครจะไม่ชอบ”

พระเถระสลดใจกับคำพูดนี้ เพราะเป็นเหตุให้ลูกศิษย์โกรธท่าน เป็นเหตุให้ลูกศิษย์กล่าวคำที่ไม่เหมาะใสพระอาจารย์ เพื่อแสดงความบริสุทธิใจของท่านว่า ไม่ได้ฉันเพราะติดใจรสชาติ แต่เพียงเพื่อรักษาน้ำใจของลูกศิษย์ที่นำมาถวาย ท่านจึงปฏิญญาว่า จากนี้เป็นต้นจะไม่ฉันของเคี้ยวของฉันที่ทำจากแป้งเด็ดขาด แม้ว่าญาติโยมจะเสียใจว่า ต่อไปพระเถระไม่ฉันแป้งอีกแล้ว ซึ่งอาหารอินเดียส่วนใหญ่ก็มีแป้งผสมเสมอ

ศักดิ์ศรี

เมื่อพระเถระทำอย่างนั้นทำให้ลูกศิษย์ตั้งสติได้ ยิ่งเกรงใจเกรงกลัวท่าน

หากพระเถระแก้ตัวว่า ไม่เป็นไรหรอก ขออภัยนะ ไม่รู้ลูกศิษย์คนอื่นเอามาให้ กลัวของมันเสียจึงฉันไป จะเป็นคำพูดที่ทำให้ลูกศิษย์โกรธขึ้นไปอีก แต่แสดงออกมาหรือไม่ก็ตาม

สำหรับคนธรรมดาทั่วไปก็จะแก้ตัวอย่างนั้นซึ่งไม่ได้ช่วยให้ดูดี แต่เราคิดเอาเองว่าการแก้ตัวอย่างนี้ การพูดอย่างนี้จะทำให้เราดูดีไม่มีความผิด คนโดยส่วนใหญ่จึงพยายามอธิบายเหตุผลเพื่อให้ตัวเองดูดี ถูกต้องกับการกระทำของตัวเอง แต่มองลึกๆ แล้วการอธิบายให้ตัวเองดูดี จะเป็นการทำให้ตัวเองตกต่ำ ที่ตกต่ำเพราะไม่ปรับปรุงไม่แก้ไขไม่พัฒนา จึงเป็นการทำให้ตัวเองตกต่ำ

คำตำหนิติเตียนจากผู้อื่นนั้น สำหรับนักปราชญ์ คนดีที่แท้จริง จะเอาคำตำหนิติเตียนนั้นมาเป็นบันไดให้ตัวเองได้ไต่เต้าสู่ที่สูง เอาคำติเตียนนั้นมาปรับปรุงแก้ไข คนที่โดดเด่นบนโลกใบนี้ล้วนแต่เป็นคนที่เอาข้อผิดพลาดมาปรับปรุงแก้ไขจึงประสบความสำเร็จสูงสุดและอยู่สูงสุด แม้คนไม่รู้จัก แต่คนนั้นก็คือคนดีคนมีความสุขที่สุด

คนที่ปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ ไม่มีใครเลยที่จะไม่ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จนั่นเองทำให้เขาโดดเด่น ทำให้เขาน่าเคารพนับถือน่ากราบไหว้น่าบูชา น่าคบ น่าเสวนาปราศรัยด้วย น่าร่วมมือทำงานด้วย

ศักดิ์ศรีคือแรงกระตุ้นให้ประสบความสำเร็จ คนไม่มีศักดิ์ศรี คนไม่รักศักดิ์ศรีของตัวเอง จะไม่มีไฟกระตุ้นตน ไม่มีความฮึกเหิม ไม่มียางอาย เป็นคนเฉื่อยชา

องค์ประกอบของศักดิ์ศรี มีมากมาย เช่นบางคนมีวงศ์ตระกูลเป็นศักดิ์ศรี บางคนมีตำแหน่งงานเป็นศักดิ์ศรี เป็นต้น แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์สำคัญที่สุด ผลพลอยได้ที่เกิดจากการรักศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ พัฒนาศักยภาพของความเป็นมนุษย์ นั้นคือชาติ

คนคือสัญลักษณ์ศักดิ์ศรีของชาติ ศักดิ์ศรีของชาติทำให้คนละชาติเกรงขามก็ได้ ทำให้คนละชาติดูถูกก็ได้ มีคนของบางประเทศ จะข้ามเข้าไปประเทศไหนก็เข้าไปได้เลยเกือบ 200 ประเทศ โดยไม่ต้องมีวีซ่าก็มี มีคนบางประเทศที่เมื่อเอ่ยถึง เขาก็ดูถูกในใจแล้ว

คนมีศักดิ์ศรี คนรักศักดิ์ศรี เวลาทำอะไรจะมองภาพลักษณ์ของตัวเองก่อน เช่นคนจะดูถูกเราไหม คนจะตำหนิติเตียนเราไหม คนจะว่าเราไหม แล้วมองออกไปสู่คนรอบข้างเช่น จะมีคนได้รับผลกระทบจากการกระทำของเราไหม

เมื่อทำตัวเองถูกต้อง คนที่เกี่ยวข้องก็พลอยมีความสุขประเทศชาติก็พลอยมีความสุข

คนคิดแต่จะเอา คนคิดแต่จะได้ จะทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ จะทำลายศักดิ์ศรีของชาติ คนไร้ศักดิ์ศรีไม่มีคนให้เกียรติ ไม่อยากคบ ไม่อยากร่วมมือ ชาติที่ไร้ศักดิ์ศรี ชาติอื่นก็ไม่อยากคบไม่อยากร่วมมือไม่อยากร่วมลงทุน

ศักดิ์ศรีนี้หากถูกอกุศลธรรมใช้ ก็จะก่อความเสียหายอย่างมาก ศักดิ์ศรีนี้หากถูกกุศลธรรมใช้ ก็จะเกิดประโยชน์สุขมากมาย

ศักดิ์ศรีกินไม่ได้ แต่เหลือเฟือที่จะกิน

ความองอาจของพระสารีบุตรเถระ แม้คราวเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ไม่ทิ้งศักดิ์ศรี มีคนมากมายได้ความเป็นมนุษย์แล้ว ทำลายความเป็นมนุษย์ของตนเองทิ้งเสียเพียงแค่เพื่อสนองกิเลสตัณหาเท่านั้น

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=69

 

….weiter mit Dhamma Podcast Wat Dhammavihara Hannover

You may also like...

Popular Articles...