Buddhadhamma Tepitaka Yakkhapariharasutta01mixdown

Buddhadhamma Tepitaka Yakkhapariharasutta01mixdown
Buddhadhamma Tepitaka Yakkhapariharasutta01mixdown
Popularität:0
  • Beschreibung

Buddhadhamma Tepitaka Yakkhapariharasutta01mixdown

ชวนโยมเรียนพระไตรปิฎก

เรื่อง ชุณหสูตร หรือ ยักขปหารสูตร

ยักษ์อันธพาลตีศรีษะพระสารีบุตรเถระ

ที่กโปตกัทราวิหาร ใกล้พระนครราชคฤห์

ท่านพระสารีบุตรมีวรรณผิวพรรณดุจทองคำ ท่านมหาโมคคัลลานะมีวรรณผิวพรรณดังดอกอุบลเขียว พักอยู่ที่วิหารนี้

พระมหาเถระทั้งสององค์นั้นบำเพ็ญบารมีสมบูรณ์แล้วสิ้นหนึ่งอสงไขยกับแสนมหากัป

บัดนี้ พระเถระผู้มหานาค(ประเสริฐอย่างยิ่งใหญ่) บรรลุปฏิสัมภิทา ๖ เป็นพระขีณาสพผู้ใหญ่ ได้สมาบัติทุกอย่าง ได้สาวกบารมีญาณ ๖๗ ประการ พักอยู่ที่กโปตกันทราวิหารแห่งเดียวกัน ทำวิหารให้สว่างไสวไพโรจน์ เหมือนสีหะ ๒ ตัวอยู่ถ้ำทองแห่งเดียวกัน เหมือนเสือโคร่ง ๒ ตัวหยั่งลงสู่พื้นที่เหยียดกายแห่งเดียวกัน เหมือนพญาช้างฉัททันต์ ๒ เชือกเข้าป่าสาลวันซึ่งมีดอกบานสะพรั่งแห่งเดียวกัน เหมือนพญาครุฑ ๒ ตัวอยู่ป่าฉิมพลีแห่งเดียวกัน เหมือนท้าวเวสวัณ ๒ องค์ขึ้นยานสำหรับพาคนไปยานเดียวกัน เหมือนท้าวสักกะ ๒ องค์ประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์เดียวกัน เหมือนท้าวมหาพรหม ๒ องค์อยู่ในวิมานเดียวกัน เหมือนดวงจันทร์ ๒ ดวง และพระอาทิตย์ ๒ ดวงอยู่ในท้องฟ้าเดียวกันฉะนั้น

คืนนั้นเดือนหงาย ขณะที่พระมหาโมค-คัลลานะเถระ เข้าอภิญญาสมาบัติ ส่วนพระสารีบุตรเถระปลงผมใหม่ๆ เข้านิโรธสมาบัติ (ดับสัญญา ความรู้และความรู้สึกสิ้น)กลางแจ้งคืนนั้น แสงจันทร์ผ่อง ต้องศรีษะท่าน เกิดประกาย แสงอ่อนๆกระจายออก

อาจารย์บางท่านกล่าวว่า

สมาธิที่พระสารีบุตรเถระเข้านั้น คืออุเบกขาพรหมวิหารสมาบัติ บางท่านกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ บางท่านกล่าวว่า ผลสมาบัติมีอรูปฌานเป็นบาท คือเข้าอรูปฌานก่อน

อย่างไรก็ตาม สมาบัติทั้ง ๓ นี้ เป็นสมาบัติที่สามารถรักษากายไม่ให้เกิดอันตราย เพราะในสมาบัติเหล่านั้น เป็นสมาธิของนิโรธสมาบัติทั้งสิ้น เป็นสมาธิที่แข็งที่สุด อะไรก็ทำอันตรายไม่ได้

ขณะนั้น ยักษ์ ๒ ตน เป็นสหายกัน เดินทางทางอากาศจากทิศเหนือ ไปทำธุระทางใต้

ยักษ์ตนหนึ่งเห็นแสงสะท้อนจากศรีษะของพระเถระ เกิดความหมั่นไส้เพราะความอันธพาลของตน จึงบอกเพื่อนยักษ์ว่า “อยากตีหัวพระรูปนี้จัง”

เพื่อนก็ห้ามว่า “อย่าทำอย่างนั้นเพื่อน พระรูปนี้มีคุณธรรมสูง มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก”

ยักษ์พาลก็ยืนยัน ดื้อดึงถึง ๓ ครั้งว่า จะตีศรีษะพระสารีบุตรเถระให้ได้ แม้เพื่อนห้ามปรามถึง ๓ ครั้งก็ไม่ฟัง

แรงอาฆาตเก่าก่อน ทำให้ยักษ์นั้นผูกอาฆาตพระเถระมาแต่ชาติก่อน เพราะเหตุนั้น พอเห็นพระเถระเขาจึงมีจิตคิดประทุษร้ายอย่างนั้น

ยักษ์พาลนั้น รวบรวมพลังทั้งหมดของตนไว้ที่กำปั้น แล้วพุ่งลง เหมือนอุกกาบาต ตรงพระเถระ ตีศีรษะพระเถระอย่างแรงและหนักหน่วง

พลังตีนั้น สามารถทำให้ช้างสูง ๗-๘ ศอก จมดินทันทีได้ หรือแม้แต่ภูเขาหินก็แตกสลายทันทีได้

ในขณะนั้นนั่นเอง เพียงกำปั้นทุบศรีษะพระเถระหยุดนิ่ง ความเร่าร้อนอย่างแรง ก็เกิดขึ้นในร่างของยักษ์นั้นพรึบ ทันที จึงอาดูรด้วยเวทนา ตกจากอากาศถึงพื้นดิน ในขณะนั้นนั่นเอง

มหาปฐพีหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ รองรับขุนเขาสิเนรุซึ่งสูง ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ ประหนึ่งไม่อาจจะรองรับสัตว์ชั่วนั้นได้ จึงได้เปิดช่องออก เปลวไฟพลุ่งขึ้นพรวดจากอเวจีมหานรก จับยักษ์นั้นซึ่งกำลังคร่ำครวญ ร้องว่า โอ้ย ร้อน ร้อน ลงนรกทันที

มีมนุษย์มากมาย ทำตัวเหมือนยักษ์พาลนี้

ยักษ์ตีพระเถระขณะที่ท่านเข้าสมาบัติอยู่ ท่านพระมหาโมคคัลลานะเห็นยักษ์นั้นทำลายพระเถระด้วยทิพยจักษุ จึงเข้าไปหาพระธรรมเสนาบดี พอไปถึงพระสารี-บุตรผู้เสนาบดีเถระ ก็ออกจากสมาบัติ จึงถามว่า ท่านสารีบุตร สบายดีไหม พอทนไหวไหม เจ็บปวดตรงไหนหรือเปล่า

พระสารีบุตรตอบว่า ท่านโมคคัลลานะ ผมสบายดี ทนได้ แต่ศรีษะผมเจ็บนิดหน่อย (ไม่ทราบเป็นอะไร)

ขณะเข้านิโรธสมาบัติจะดับการรับรู้ ดับความรู้สึก ทั้งสิ้น สมาธิในนิโรธสมาบัติ เป็นสมาธิที่แข็ง ไม่มีอะไรเจาะเข้าได้ พระสารีบุตรเถระจึงไม่รู้สึกอะไรแม้ถูกตีอย่างหนัก ขนาดที่ความหนักของการตีแม้จะทำลายภูเขาหินได้ก็ตาม ความอันตรายก็ไม่เกิดแก่ท่านได้ หลังออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว รู้สึกอย่างมากแค่เจ็บศรีษะเล็กน้อย เหมือนยุงกัดแค่นั้น เหมือนเราเอามือเปล่าตีเหล็กตันใหญ่ๆ อย่างมากก็ทำให้ฝุ่นที่เหล็กกระจายเป็นรอยเท่านั้น

ฌานนี้ เรียกเต็มศัพท์ว่า

“สัญญาเวทยิตนิโรธ” พระอรหันต์หรือพระอนาคามีที่มีสมาบัติ ๘ (รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔)เท่านั้น จึงจะเข้าได้

แล้วพระมหาโมคคัลลานเถระจึงเล่าเรื่องให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมชื่นชมว่า “อัศจรรย์จริง ท่านสารีบุตร ขนาดยักษ์ตีท่านแรง และหนักขนาดนี้ ท่านยังไม่เป็นอะไรเลย ท่านเป็นผู้มีฤทธิ์เดชมาก มีอานุภาพมากจริงๆ”

“ท่านโมคคัลลานะ ท่านก็อัศจรรย์จริง มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก มองเห็นยักษ์ทำร้ายผม ตอนนี้ ผมไม่เห็นอะไรเลย แม้แต่ปีศาจสกปรกตนหนึ่ง (ผีเร่รอน)”

ความยิ่งใหญ่ของพระมหาเถระทั้ง ๒ เหมือนอุปมาเปรียบแล้วข้างต้น แต่ภาษาที่ท่านคุยกัน เป็นภาษาที่น่ารัก อบอุ่น อิ่มเอิบ พวกเราหากประพฤติตามท่าน คงมีความสุขไม่น้อยเลย คุยกันในครอบครัวด้วยภาษาที่น่ารัก อบอุ่น ให้เกียรติกัน เราจะรักกันมาก ครอบเราจะอบอุ่น เพราะเคารพนับถือกัน ผลพลอยได้ คือสังคม ครอบครัวอบอุ่น สังคมก็อบอุ่น จิตงามในครอบครัว นอกครอบครัวจิตเราก็ยังเป็นจิตเรา การแสดงออกทางกาย วาจา ก็งามตามมาด้วย

ความงามของพระเถระทั้ง ๒ ท่านพูดให้เกียรติกันและกัน ยกย่องกันและกันด้วยคำพูดที่ไพเราะ งามยิ่งนัก งามเหลือเกิน เป็นแบบอย่างให้เราประพฤติตาม

หากเราสามารถให้เกียรติกันได้ เราก็จะต้องมีความสุขเช่นกัน เพราะคนที่ให้เกียรติผู้อื่นได้ แสดงว่า จิตของผู้นั้นต้องงามแน่นอน เมื่อจิตงาม คำพูดออกมาจึงงาม การกระทำทางกายจึงงาม

ในครอบครัวเรา หากเราให้เกียรติกัน เราก็จะพูดเพราะๆให้กัน ทำสิ่งดีงามให้กัน แม้บางครั้ง มันอึดอัด อารมณ์ขุ่นมัว ก็ควรข่มไว้ อย่าเพิ่งพูด อย่าเพิ่งทำอะไรต่อกันในขณะนั้น ให้เวลาแห่งอันตรายนั้นผ่านไปก่อนแล้วค่อยคุยกัน หรือบอกกัน

อยากให้คนอื่นเป็นคนดีอย่างที่กิเลสต้องการ ยิ่งเดือดร้อน

ขณะที่พระเถระทั้ง ๒ สนทนาปราศรัยอยู่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน ได้สดับการเจรจาปราศรัยนี้ ของพระอัครสาวกทั้งสองด้วยทิพยโสตญาณ จึงตรัสว่า

ผู้ใดมีจิตมั่นคงไม่หวั่นไหวเหมือนเขาหิน

ไม่กำหนัดอยากได้ในอารมณ์ที่น่ากำหนัด

ไม่โกรธในสถานการณ์ที่ชวนโกรธ

ผู้นั้นจะเป็นทุกข์ได้อย่างไร

แปลอีกครั้ง

คนมีจิตมั่นคงอย่างเขาหินล้วน (เหมือนพระสารีบุตร )ไม่หวั่นไหว

ไม่ยินดีในกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิแล้ว (แม้ดูเหมือนน่ายินดี)

ไม่โกรธ แม้ว่า(ยักษ์จะทำให้โกรธ)

จิตของผู้ที่ฝึกอบรมอย่างนี้ จะเป็นทุกข์ได้อย่างไร

คือ อดทน อดกลั้น ต่อสิ่งที่เราชอบ(เพราะมันอันตราย หากไร้สติปัญญาชอบ) อดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่เราไม่ชอบ (เพราะมันอันตราย หากเป็นผู้ไม่ชอบแล้ว ปัญหาและความทุกข์มากมายที่จะเกิดจากความไม่ชอบนั้น) ฝึกอยู่เหนือความชอบและไม่ชอบด้วยปัญญาอันเป็นกุศลจิตเท่านั้น จึงจะมีความสุข สงบ

อ้างอิง

https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=25&A=2618

 

……… weiter mit Dhamma Podcast Wat Dhammavihara Hannover

You may also like...

Popular Articles...

Schreibe einen Kommentar